ก้าวต่อไปของกรุงเทพมหานคร EP.1 Budget Lens: อ่านงบประมาณผ่านนโยบาย

Last updated: 11 มิ.ย. 2569  |  111 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ก้าวต่อไปของกรุงเทพมหานคร EP.1 Budget Lens: อ่านงบประมาณผ่านนโยบาย

นโยบายหาเสียงอาจบอกว่าเมืองจะดีขึ้นอย่างไร แต่งบประมาณจะบอกว่าเมืองให้ความสำคัญกับอะไรจริง ๆ กรุงเทพฯ จะเดินหน้าไปทางไหน จึงไม่ได้ดูจากคำขวัญหรือสโลแกนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่า “เงินเมือง” ถูกจัดสรรให้ใคร พื้นที่ใด ปัญหาแบบไหน และประชาชนตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด

ถ้านโยบายคือคำสัญญา งบประมาณคือคำตอบ

ทุกครั้งที่กรุงเทพมหานครเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้ง ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมักเสนอนโยบายจำนวนมาก เมืองจะเดินได้ดีขึ้น น้ำจะไม่ท่วม รถจะติดน้อยลง ทางเท้าจะปลอดภัยขึ้น ขยะจะถูกจัดการดีขึ้น โรงเรียนจะมีคุณภาพมากขึ้น สวนสาธารณะจะเพิ่มขึ้น ฝุ่นจะลดลง และสำนักงานเขตจะตอบสนองประชาชนรวดเร็วขึ้น

นโยบายเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นปัญหาที่คนกรุงเทพฯ เผชิญอยู่จริง แต่คำถามที่ต้องถามต่อคือ นโยบายเหล่านั้นมี “ที่อยู่” ในงบประมาณหรือไม่

เพราะเมืองไม่ได้เปลี่ยนจากคำประกาศ เมืองเปลี่ยนจากเงิน คน เวลา กฎหมาย ระบบราชการ และกลไกติดตามผล นโยบายที่ไม่มีงบประมาณรองรับ อาจเป็นเพียงความตั้งใจ นโยบายที่มีงบแต่ไม่มีตัวชี้วัด อาจเป็นเพียงโครงการ และนโยบายที่ใช้งบจำนวนมากแต่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ อาจกลายเป็นภาระมากกว่าคำตอบของเมือง

ดังนั้น หากต้องการอ่านการเลือกตั้งกรุงเทพฯ ให้ลึกกว่าการเมืองรายวัน เราต้องอ่าน “งบประมาณ” ไปพร้อมกับนโยบาย เพราะงบประมาณคือภาษาที่จริงที่สุดของการบริหารเมือง

งบประมาณไม่ใช่เรื่องไกลตัว
สำหรับประชาชนทั่วไป คำว่า “งบประมาณกรุงเทพมหานคร” อาจฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค เป็นเอกสารหนาหลายเล่ม เป็นตารางตัวเลข และเป็นภาษาราชการที่อ่านยาก แต่ในความจริง งบประมาณคือสิ่งที่อยู่ใกล้ชีวิตประจำวันของคนเมืองมากที่สุดอย่างหนึ่ง

งบประมาณคือถนนที่ซ่อมหรือไม่ซ่อม คือท่อระบายน้ำที่ลอกหรือไม่ลอก คือไฟส่องสว่างที่ติดหรือดับ คือทางเท้าที่เดินได้หรือเดินไม่ได้ คือรถเก็บขยะที่มาตรงเวลาหรือไม่ คือโรงเรียน กทม. ที่มีทรัพยากรเพียงพอหรือเปล่า คือศูนย์บริการสาธารณสุขที่มีบุคลากรพอหรือไม่ และคือสำนักงานเขตที่มีงบประมาณเพียงพอจะตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่หรือไม่

พูดอีกอย่างคือ งบประมาณคือรูปธรรมของสิทธิในเมือง

คนกรุงเทพฯ อาจไม่ได้อ่านข้อบัญญัติงบประมาณทุกหน้า แต่ทุกคนสัมผัสผลของงบประมาณทุกวัน ผ่านทางเท้า ขยะ น้ำท่วม โรงเรียน สาธารณสุข ความปลอดภัย และบริการพื้นฐานของเมือง

เมื่อนโยบายหาเสียงสัญญาว่าจะเปลี่ยนเมือง คำถามหนึ่งที่ประชาชนควรถามคือ จะใช้งบประมาณจากส่วนใด เมื่องบประมาณถูกเสนอเข้าสภา คำถามที่ ส.ก. ควรถามคือ เงินก้อนนั้นตอบโจทย์ใคร และเมื่อโครงการถูกดำเนินการแล้ว คำถามที่สาธารณะควรถามคือ ประชาชนได้อะไรกลับมาจริงหรือไม่

กรุงเทพฯ มีงบใหญ่ แต่โจทย์ก็ใหญ่กว่า
กรุงเทพมหานครเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับท้องถิ่นทั่วไป งบประมาณระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปีทำให้ กทม. มีศักยภาพในการลงทุนด้านบริการสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม การศึกษา สาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของประชาชน

แต่การมีงบประมาณมากไม่ได้แปลว่าเมืองจะแก้ปัญหาได้ง่าย เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้มีปัญหาเดียว และไม่ได้มีประชาชนแบบเดียว

กรุงเทพฯ ของคนบางกลุ่มคือเมืองของรถไฟฟ้า คาเฟ่ สวนสาธารณะ อาคารสำนักงาน และคอนโดมิเนียม แต่กรุงเทพฯ ของอีกหลายคนคือเมืองของรถเมล์ที่ไม่แน่นอน ทางเท้าที่ไม่ปลอดภัย ค่าเช่าที่สูงขึ้น น้ำท่วมซ้ำ ขยะในชุมชน โรงเรียนที่ต้องการทรัพยากร และศูนย์บริการสาธารณสุขที่รับภาระหนัก

กรุงเทพฯ ของเขตชั้นในไม่เหมือนกรุงเทพฯ ของเขตชานเมือง กรุงเทพฯ ของเจ้าของบ้านไม่เหมือนกรุงเทพฯ ของคนเช่า และกรุงเทพฯ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ไม่เหมือนกรุงเทพฯ ของประชากรแฝงที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในเมืองแต่ไม่มีเสียงทางการเมือง

ในเมืองที่ซับซ้อนเช่นนี้ งบประมาณจึงไม่ควรถูกอ่านเพียงว่า “ใช้เงินไปเท่าไร” แต่ต้องอ่านว่า “ใช้เงินเพื่อใคร” และ “ใครยังไม่ได้อยู่ในงบประมาณ”

งบประมาณคือสนามตรวจสอบของ ส.ก.
หากผู้ว่าฯ คือฝ่ายที่เสนอนโยบาย ส.ก. คือฝ่ายที่ต้องตรวจว่านโยบายนั้นถูกแปลงเป็นงบประมาณอย่างไร

ส.ก. จึงไม่ควรถามเพียงว่าเขตของตนได้โครงการอะไร แต่ต้องถามว่าโครงการนั้นจำเป็นจริงหรือไม่ ไม่ควรถามเพียงว่างบลงพื้นที่เท่าไร แต่ต้องถามว่างบนั้นแก้ปัญหาของประชาชนกลุ่มใด ไม่ควรถามเพียงว่าฝ่ายบริหารใช้งบครบหรือไม่ แต่ต้องถามว่าใช้แล้วประชาชนได้อะไรกลับมา

งบประมาณที่ถูกต้องตามระเบียบ อาจยังไม่ใช่งบประมาณที่เป็นธรรม งบประมาณที่เบิกจ่ายได้ครบ อาจยังไม่ใช่งบประมาณที่แก้ปัญหาได้จริง และงบประมาณที่ทำให้เมืองดูดีขึ้นในบางพื้นที่ อาจยังไม่ใช่งบประมาณที่ทำให้คนทุกกลุ่มอยู่ดีขึ้น

นี่คือเหตุผลที่การตรวจงบประมาณต้องไปไกลกว่าการตรวจเอกสาร แต่ต้องเป็นการตรวจสอบทิศทางของเมือง

ส.ก. ที่เข้มแข็งจึงต้องอ่านงบประมาณเป็น ตั้งคำถามเป็น และอธิบายงบประมาณให้ประชาชนในเขตเข้าใจได้ว่า เงินของเมืองกำลังเดินทางไปที่ไหน และทำไมบางปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่จึงยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ตัวเลขงบประมาณบอกอะไร และไม่บอกอะไร
ตัวเลขงบประมาณบอกได้ว่าเมืองให้ความสำคัญกับด้านใด หน่วยงานใดได้รับงบเพิ่ม โครงการใดได้รับงบต่อเนื่อง และเขตใดได้รับทรัพยากรมากขึ้น แต่ตัวเลขงบประมาณไม่ได้บอกทุกอย่าง

ตัวเลขอาจไม่บอกว่าคนจนเมืองเข้าถึงบริการนั้นจริงหรือไม่ ไม่บอกว่าคนพิการใช้ทางเท้าที่ปรับปรุงแล้วได้จริงหรือเปล่า ไม่บอกว่าผู้สูงอายุรู้สึกปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ไม่บอกว่าผู้ค้ารายย่อยถูกกระทบจากนโยบายจัดระเบียบอย่างไร และไม่บอกว่าชุมชนที่น้ำท่วมซ้ำได้รับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเพียงซ่อมเฉพาะหน้า

ดังนั้น การอ่านงบประมาณต้องอ่านคู่กับชีวิตจริงของประชาชน

Budget Lens ที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการเปิดตารางงบประมาณ แต่คือการเอางบประมาณไปวางบนแผนที่เมือง วางบนชีวิตคน และวางบนคำถามเรื่องความเป็นธรรม

งบประมาณต้องอ่านได้ในระดับเขต
กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองเดียว แต่คือ 50 เขตที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน เขตชั้นในอาจต้องการการจัดการพื้นที่สาธารณะ ทางเท้า ผู้ค้ารายย่อย และการเดินทางที่ปลอดภัย เขตชานเมืองอาจต้องการระบบระบายน้ำ ถนนเชื่อมต่อ โรงเรียน ศูนย์บริการสาธารณสุข และขนส่งสาธารณะ เขตที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากอาจต้องการบริการสุขภาพเชิงรุก ขณะที่เขตที่มีชุมชนริมคลองอาจต้องการนโยบายที่ไม่ใช่แค่ปรับภูมิทัศน์ แต่ต้องดูเรื่องสิทธิที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในชีวิต

หากงบประมาณถูกจัดสรรโดยไม่เห็นความแตกต่างเหล่านี้ กรุงเทพฯ อาจใช้งบจำนวนมากแต่ยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ประชาชนจึงควรรู้ว่าเขตของตนได้รับงบประมาณอะไร โครงการใดกำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ งบประมาณตอบโจทย์เรื่องร้องเรียนหรือไม่ และ ส.ก. ของเขตนั้นตรวจสอบงบประมาณอย่างไร

ทำให้งบเมืองเป็นภาษาประชาชน
ถ้ากรุงเทพฯ ต้องการเป็นเมืองที่ประชาชนร่วมตรวจสอบได้จริง สิ่งหนึ่งที่ควรทำอย่างจริงจังคือ Citizen Budget หรือเอกสารงบประมาณสำหรับประชาชน

Citizen Budget ไม่ใช่การทำโปสเตอร์สวย ๆ แต่คือการแปลภาษางบประมาณให้ประชาชนเข้าใจว่า ปีนี้เมืองมีเงินเท่าไร เงินมาจากไหน ใช้กับเรื่องใดมากที่สุด งบด้านใดเพิ่ม งบด้านใดลด เขตของฉันได้งบอะไร นโยบายหาเสียงถูกบรรจุในงบหรือไม่ และประชาชนจะติดตามผลได้อย่างไร

ความโปร่งใสจึงไม่ใช่แค่ “มีข้อมูล” แต่ต้องเป็น “ข้อมูลที่ประชาชนใช้ตรวจสอบได้”

อีกขั้นหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ Participatory Budgeting หรือการเปิดให้ประชาชนร่วมกำหนดลำดับความสำคัญของงบประมาณบางส่วน โดยเฉพาะในระดับเขต เช่น งบสำหรับปรับปรุงทางเท้า ไฟส่องสว่าง จุดน้ำท่วม สวนเล็ก ตลาด หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ

กระบวนการนี้ไม่เพียงช่วยให้ใช้งบตรงปัญหา แต่ยังทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเมืองเป็นของตนเองมากขึ้น

งบประมาณคือกระจกของเมือง
ท้ายที่สุด งบประมาณไม่ได้บอกแค่ว่าเมืองมีเงินเท่าไร แต่มันบอกว่าเมืองมองเห็นใคร

ถ้างบประมาณเห็นแต่โครงการใหญ่ เมืองอาจลืมปัญหาเล็กที่ประชาชนเจอทุกวัน ถ้างบประมาณเห็นแต่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เมืองอาจลืมชุมชนชายขอบ ถ้างบประมาณเห็นแต่สิ่งที่วัดง่าย เมืองอาจลืมคุณภาพชีวิตที่วัดยาก และถ้างบประมาณเห็นแต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมืองอาจลืมคนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตและขับเคลื่อนกรุงเทพฯ อยู่ทุกวัน

การเลือกตั้งกรุงเทพฯ จึงไม่ควรถามแค่ว่า ใครมีนโยบายดีที่สุด แต่ต้องถามว่านโยบายของใครมีงบประมาณรองรับ มีระบบตรวจสอบ และมีความเป็นธรรมพอจะทำให้เมืองดีขึ้นสำหรับคนหลากหลายกลุ่มจริงหรือไม่

เพราะในเมืองใหญ่ คำสัญญาทางการเมืองอาจทำให้ประชาชนมีความหวัง แต่งบประมาณจะบอกว่าความหวังนั้นมีเส้นทางไปถึงชีวิตจริงหรือเปล่า

งบประมาณไม่ใช่เรื่องหลังบ้านของการบริหารเมือง แต่คือหน้าต่างที่ทำให้ประชาชนเห็นว่า เมืองกำลังเดินไปทางไหน และใครถูกนับรวมอยู่ในอนาคตนั้น

#ก้าวต่อไปของกรุงเทพมหานคร
#เลือกตั้งกทม2569
#BudgetLens
#งบประมาณกทม
#ผู้ว่ากทม
#สก
#ประชาธิปไตยท้องถิ่น
#การบริหารเมือง
#LocalHotIssue
#วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น
#สถาบันพระปกเกล้า
#CLGD

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสมัครหลักสูตร , สัมมนา , โครงการ ของสถาบันพระปกเกล้า  และ  นโยบายคุกกี้