Last updated: 14 พ.ค. 2569 | 17 จำนวนผู้เข้าชม |
เป็นที่ทราบกันดีว่าเดือนมิถุนายนของทุกปีนั้น จะมีกิจกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่มที่เรียกว่า LGBTQIA+ โดยแต่ละตัวอักษรจะหมายถึงกลุ่มคนที่มีวิถีเพศที่แตกต่างกันออกไป คือ L (Lesbian) หมายถึง หญิงที่มีความรัก มีความรู้สึก หรือความสัมพันธ์ทางอารมณ์ต่อผู้หญิงด้วยกัน เป็นการอธิบายความต้องการทางเพศและความต้องการฉันคู่รัก (Romantic desire) G (Gay) หมายถึง ชายที่มีความรักต่อชายด้วยกัน ชายที่มีลักษณะทางกายภาพเป็นชายโดยจะมีความรักและความปรารถนาในระหว่างเพศเดียวกันการมีความสัมพันธ์ในแบบคู่รัก หรือการมีเพศสัมพันธ์ B (Bisexual) หมายถึงบุคคลที่สามารถมีความรักได้ทั้งเพศชายและเพศหญิงหรือเรียกสั้นๆ ว่า ไบ (Bi) เป็นรสนิยมทางเพศ (Sexual Orientation) หรือความสนใจทางเพศที่มีต่อบุคคลอื่น T (Transgender) หมายถึง กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างจากเพศที่ถือกำเนิด หรือผู้ที่ได้รับการแปลงเพศตามที่ต้องการ หรืออาจเป็นบุคคลที่รู้สึกพึงพอใจกับอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender identity) ที่ตรงข้ามกับเพศกำเนิดของตน Q (Queer) หมายถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศโดยรวม ซึ่งไม่ได้จำกัดกรอบว่าต้องเป็นเพศใดเพศหนึ่ง หรืออาจรวมถึง Questioning (คนที่กำลังค้นหาตัวเอง) I (Intersex) หมายถึง นที่มีสรีระทางเพศ หรือโครโมโซมที่อาจจะไม่ตรงกับนิยามทางชีววิทยาของชายหรือหญิง (เช่น มีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิง) A (Asexual) หมายถึง คนที่ไม่รู้สึกดึงดูดทางเพศต่อเพศใด ๆ หรือไม่มีความปรารถนาทางเพศสัมพันธ์ และ + (Plus) หรือ เครื่องหมายบวก หมายถึง ความหลากหลายทางเพศอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากตัวอักษรเหล่านี้ เช่น ผู้ที่ไม่ระบุเพศว่าชายหรือหญิง หรือ Pansexual (คนที่รักได้ทุกเพศ)
จุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์จลาจลที่บาร์ Stonewall Inn ในนิวยอร์กซิตี้ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศลุกขึ้นสู้ต่อการเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้มีการเดินขบวนพาเหรดเรียกร้องสิทธิครั้งแรก ๆ ในปีถัดมา และได้รับการยอมรับให้เดือนมิถุนายนเป็นเดือนแห่ง Pride Month ทั่วโลกในเวลาต่อมา
ในสังคมระหว่างประเทศ ในความคิดเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเด็นของวิถีเพศ (Sexual orientation) นั้น ปรากฏขึ้นในปีพ.ศ. 2549 ภายใต้หลักที่เรียกว่า “หลักยอคยากาตา” (Yogyakarta Principles) เพื่อคุ้มครองปกป้องกลุ่มบุคคลที่มีวิถีเพศที่แตกต่างนี้จากการเลือกปฏิบัติและการรุนแรง โดยยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิพื้นฐานเท่าเทียมกัน โดยรับรองถึงสิทธิพื้นฐานในการดำรงชีพ สิทธิในชีวิตร่างกาย สิทธิส่วนบุคคล สิทธิทางเศรษฐกิจ (การทำงาน) สิทธิในการแสดงออกทางเพศ (Sexual expression and characteristic) ตลอดจนการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human dignity)
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ของกลุ่มวิถีเพศในสังคมไทยตั้งแต่ในช่วง พ.ศ. 2503 (ช่วงยุค 1960) จนกระทั่งถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการถูกตีตราและปิดบังตัวตน สู่การเป็นที่ยอมรับและเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม โดยในยุคแรกกลุ่มบุคคลเหล่านี้ถูกถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ผิดปกติ หรือเกิดความบกพร่องทางจิตใจ และถือว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้เป็นตัวตลกของสังคมทำให้ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้และไม่สามารถแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตนเองได้และมักถูกนำเสนอทางสื่อในลักษณะที่เป็นตัวตลกในสื่อ จนกระทั่งต่อมาเมื่อพื้นที่สื่อมวลชนเริ่มเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนเหล่านี้มากขึ้น จึงมีการนำเสนออัตลักษณ์ของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ที่หลากหลายออกไป และเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างการยอมรับของสังคม จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงปีพ.ศ. 2550 สังคมไทยเริ่มเปิดรับกลุ่มวิถีเพศนี้มากขึ้น ให้การเคารพในฐานะความเป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคมและนำไปสู่การพัฒนากฎหมายในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งกฎหมายฉบับหนึ่งที่สำคัญในสังคมไทยสำหรับกลุ่มบุคคลวิถีเพศนี้ คือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 24 พ.ศ. 2567 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม” ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในภาพรวมแล้ว สถานการณ์ของกลุ่มบุคคลวิถีเพศในประเทศไทยนั้นได้เปลี่ยนจากการถูกปฏิเสธอย่างรุนแรงมาสู่การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีความพยายามในการสร้างความเท่าเทียมทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้น แม้สังคมไทยจะเริ่มเปิดรับกลุ่มบุคคลวิถีเพศนี้มากขึ้นแต่ยังคงต้องสร้างความตระหนักเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและความเท่าเทียมในทุกมิติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริชัย มงคลเกียรติศรี
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ
สถาบันพระปกเกล้า