Last updated: 11 พ.ค. 2569 | 54 จำนวนผู้เข้าชม |
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้องค์กรที่ทำหน้าที่ตราพระราชบัญญัติคือ รัฐสภา โดยรัฐสภาของประเทศไทยเป็นระบบสภาคู่ ที่ประกอบไปด้วย 2 สภาย่อย ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา สำหรับร่างกฎหมายที่จะมีสถานะเป็นพระราชบัญญัติใช้บังคับได้จะต้องผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากทั้งสองสภาแล้วเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามในทางกฎหมายแล้วรัฐธรรมนูญจะวางบทบาทสำคัญในการพิจารณาร่างกฎหมายให้อยู่กับสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรสำคัญที่มีบทบาทสำคัญเหนือกว่าวุฒิสภา ทั้งในแง่กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาและเป็นองค์กรสุดท้ายที่ลงมติชี้ขาดว่าร่างกฎหมายใดควรมีผลบังคับเป็นพระราชบัญญัติหรือไม่ ในกรณีที่มีการลงมติขัดหรือแย้งกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา หรือเป็นผู้ลงมติคัดเลือกนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำของคณะรัฐมนตรีซึ่งองค์กรสำคัญที่มีสิทธิเสนอร่างกฎหมายอีกองค์กรหนึ่งและเป็นองค์กรที่บทบาทในทางความเป็นจริงว่าร่างกฎหมายใดจะได้รับการพิจารณากับเห็นชอบจากรัฐสภาเป็นพระราชบัญญัติอีกด้วย เนื่องจากคณะรัฐมนตรีจะสามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้
โดยบทบาทสำคัญดังกล่าวของสภาผู้แทนราษฎรสะท้อนออกมาได้อีกหนึ่งประกร คือ การพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภาในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 147 โดยกำหนดว่าร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาอันประกอบไปด้วย
1) ร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาชั้นของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา เช่น เมื่อเกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้ว แต่ยังอยู่ในการระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา
2) ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาเห็นชอบแล้วและพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto)
แล้วปรากฏว่าสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงทั้งสภาทั้งด้วยเหตุแห่งการสิ้นสุดวาระและการยุบสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญกำหนดให้ในระหว่างที่มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรและมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้มีการหยุดชะงักการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่เป็นการชั่วคราวก่อน โดยเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเสร็จสิ้นแล้วด้วยการที่มีการประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังจากมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่กับมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นมาเสร็จสิ้น ซึ่งในทางปฏิบัติจากเหตุการณ์ทั้งสองจะเกิดขึ้นพร้อมกันครั้งแรกในวันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภาเพื่อเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ การจะนำร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาที่เหลือจากช่วงสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนทั้งหมดกลับมาพิจารณาอีกครั้งหรือไม่จะต้องประกอบไปด้วย 2 เงื่อนไขดังนี้
เงื่อนไขแรก คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีการร้องขอมาถึงรัฐสภาให้พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวต่อตามขั้นตอนที่ค้างไว้ก่อนการสิ้นสุดของสภาผู้แทนราษฎร
และเงื่อนไขที่สอง การร้องขอดังกล่าวดำเนินการภายในระยะเวลา 60 นับตั้งแต่วันประชุมรัฐสภาครั้งแรก
โดยผลทางกฎหมายของการดำเนินการครบตามเงื่อนไขทั้งสองส่วนดังกล่าวจะมีผลให้รัฐสภานำร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาดังกล่าวกลับมาพิจารณาตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ต่อไปได้ แต่หากปรากฏร่างกฎหมายฉบับใดหรือทั้งหมดไม่ได้รับการร้องขอจากคณะรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมิได้ดำเนินการใดภายในระยะเวลาที่กำหนด รัฐธรรมนูญกำหนดให้ร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาดังกล่าวเป็นอันตกไปจากการพิจารณาของรัฐสภาทันที การที่จะนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาในรัฐสภาใหม่ได้จะต้องดำเนินการในขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมายใหม่ต่อสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดต่อไปแทนเท่านั้น
นายศุภณัฐ บุญสด
วิทยาลัยการนิติบัญญัติ
สถาบันพระปกเกล้า