Last updated: 12 พ.ค. 2569 | 13 จำนวนผู้เข้าชม |
กฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 มกราคม ปี 2568 นับเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของการรับรองสิทธิบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เพราะเป็นการเปลี่ยนฐานคิดของกฎหมายจากระบบที่ผูกการสมรสไว้กับเพศกำเนิดแบบ “ชายหญิง” ไปสู่ระบบที่รับรองความสัมพันธ์ของ “บุคคลสองคน” ในฐานะคู่สมรสอย่างเสมอภาค
สาระสำคัญของกฎหมาย
กฎหมายฉบับนี้มิได้อยู่เพียงการ “อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้” เท่านั้น หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างถ้อยคำและสถานะทางกฎหมายของคู่สมรสในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้เป็นกลางทางเพศมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนถ้อยคำจาก “สามีและภริยา” เป็น “คู่สมรส” หรือจาก “ชายและหญิง” เป็น “บุคคล”
สมรสเท่าเทียมให้อะไรบ้าง
ในเชิงสิทธิและหน้าที่ กฎหมายสมรสเท่าเทียมทำให้คู่สมรสทุกเพศสามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของครอบครัวได้ในลักษณะเดียวกับคู่สมรสต่างเพศ โดยสิทธิพื้นฐานที่ได้คือ
1) สิทธิในการเป็นทายาทและรับมรดก เป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกฎหมาย
2) สิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน
3) สิทธิในการลดหย่อนภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านภาษี
4) สิทธิในการรับสวัสดิการและประกันสังคม
5) สิทธิในการตัดสินใจแทนกันในทางการแพทย์หรือกฎหมาย คู่สมรสมีสิทธิตัดสินใจแทนกันในกรณีฉุกเฉิน หรือเรื่องสุขภาพ (เช่น การให้ความยินยอมในการผ่าตัด)
6) การคุ้มครองทางกฎหมาย คู่สมรสทุกเพศได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายในกรณีต่าง ๆ เช่น การฟ้องหย่า การแบ่งทรัพย์สิน และการเรียกร้องค่าทดแทนจากการเลิกหมั้นหรือหย่า
7) การรับรองสถานะครอบครัว กฎหมายรับรองสถานะครอบครัวของคู่รักทุกเพศอย่างเป็นทางการ ทำให้สามารถดำเนินการต่าง ๆ เช่น การขอสินเชื่อร่วมกัน การรับรองบุตรบุญธรรม
สำรวจมุมมองต่างประเทศ
เมื่อพิจารณาในมุมมองต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าหลายประเทศได้มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมอนุมัติใช้มานานแล้ว จึงควรหันมาสำรวจมุมมองสิทธิของแต่ละประเทศ ดังนี้
โคลอมเบีย อนุญาตให้คนเพศเดียวกันสมรสกันได้ บุคคลข้ามเพศที่อายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ ให้สิทธิในการเลี้ยงบุตรบุญธรรม ให้การคุ้มครองจากการถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน และออกกฎหมายป้องกันอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังทางเพศ
ไต้หวัน เป็นประเทศแรกในเอเชียที่การสมรสของทุกเพศถูกกฎหมาย การให้สมรสกับคู่รักชาวต่างชาติได้เฉพาะคนที่มีสัญชาติของประเทศที่มีกฎหมายรับรองการสมรสคนเพศหลากหลาย อนุญาตให้คู่ชีวิตรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้
นอร์เวย์ กำหนดให้ใช้กฎหมายสมรส gender-neutral แทนที่กฎหมายสมรสเดิม มีการรับรองสิทธิในการสมรสและเลี้ยงดูบุตรได้เท่าเทียมกันทุกเพศ รวมไปถึงสิทธิในการผสมเทียมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ
สวีเดน คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถจดชื่อพ่อแม่ร่วมในใบเกิด และได้รับการยอมรับเป็นผู้ปกครองตามกฎหมายโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการรับบุตรบุญธรรม
จะเห็นได้ว่าหลายประเทศให้ความสำคัญในด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นความเท่าเทียมด้านการสมรส การรับรองสิทธิครอบครัวและการเป็นพ่อแม่ การรับรองสิทธิของคนข้ามเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ การยกเลิกกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ กฎหมายที่ครอบคลุมและภาษาที่เป็นกลางทางเพศ ซึ่งสิทธิของประเทศต่าง ๆ นั้น แสดงให้เห็นว่า “การยกระดับสิทธิ” นั้นสำคัญกว่าแค่ “การอนุญาตให้แต่งงาน” และได้นำหลักการไม่เลือกปฏิบัติมาปรับใช้ในมิติต่าง ๆ ของกฎหมาย
สิทธิที่ควรได้รับเพิ่มเติม
จากการสำรวจต่างประเทศ การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมมิได้หมายความว่าความเสมอภาคทางกฎหมายได้เสร็จสมบูรณ์แล้วทั้งหมด ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไป คือ
กฎหมายครอบครัวไทยจำนวนหนึ่งยังตั้งอยู่ฐานคิดแบบพ่อแม่ หรือชายหญิง โดยเฉพาะบทบัญญัติเกี่ยวกับสถานะบิดามารดา ความเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย การใช้อำนาจปกครอง และการรับรองความเป็นผู้ปกครองในครอบครัวที่ไม่ได้ประกอบด้วยพ่อและแม่ตามแบบเดิม แม้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะเปิดให้คู่สมรสทุกเพศมีสถานะครอบครัวตามกฎหมาย แต่ระบบกฎหมายที่เกี่ยวกับบุตรและผู้ปกครองยังต้องได้รับการปรับให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ
การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ประเทศไทยยังไม่มีระบบกฎหมายที่เปิดให้บุคคลข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ในเอกสารราชการเพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ
การคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แม้กฎหมายจะรับรองสถานะคู่สมรส แต่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศยังอาจเผชิญการตีตราและการเลือกปฏิบัติในสถานศึกษา ที่ทำงาน ระบบบริการสุขภาพ หรือการติดต่อราชการ จึงควรพิจารณาให้มีกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติและกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ
อย่างไรก็ตาม กฎหมายสมรสเท่าเทียมจึงถือเป็นก้าวสำคัญของไทยทั้งในเชิงกฎหมาย ครอบครัว สิทธิมนุษยชน แต่สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการทำให้ความเท่าเทียมตามตัวบท กลายเป็นความเท่าเทียมในชีวิตจริง ที่ต้องอาศัยการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุตร ผู้ปกครอง เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ การป้องกันการเลือกปฏิบัติ เป็นต้น กฎหมายสมรสเท่าเทียมจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการปฏิรูปกฎหมายครอบครัวไทย หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบกฎหมายที่ยอมรับความหลากหลายของมนุษย์อย่างรอบด้านและมีศักดิ์ศรี
ที่มา
Jiratchaya Chaichumkhun, 2022, “กฎหมายสมรสในแต่ละประเทศเป็นยังไง สำรวจประเทศที่มี กม. ให้คนเพศกำเนิดเดียวกันสมรสกันได้,” The Matter เข้าถึงได้จาก กฎหมายสมรสในแต่ละประเทศเป็นยังไง สำรวจประเทศที่มี กม.ให้คนเพศกำเนิดเดียวกันสมรสกันได้
นางสาวอัจจิมา แสงรัตน์
นักวิชาการ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ
สถาบันพระปกเกล้า