Last updated: 7 พ.ค. 2569 | 19 จำนวนผู้เข้าชม |
ปัจจุบัน ปัญหาประการหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ คือ ปัญหาของขยะที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกวันอันเนื่องมาจากการพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์นั่นเอง ประกอบกับพัฒนาการและความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกสบายให้กับการใช้ชีวิตของคนในสังคม ในช่วงแรกของการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มนุษย์จึงได้นำเอาทรัพยากรมาใช้โดยมิได้คำนึงถึงปริมาณของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและไม่สามารถเพิ่มปริมาณได้ทันกับความต้องการของมนุษย์ จึงส่งผลให้เกิดการผลิตเพื่อการใช้เพียงครั้งเดียวในระบบเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า Linear Economy ปัจจุบันเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ทั่วโลกจึงได้นำเอาแนวคิดมาเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นนี้ที่เรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy แนวคิดการจัดการทรัพยากรที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์สูงสุด ออกแบบกระบวนการผลิตให้หมุนเวียนวัสดุกลับมาใช้ใหม่ (Reduce, Reuse, Recycle) แทนการใช้แล้วทิ้ง (Linear Economy) เพื่อลดของเสีย ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และรักษาคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้นานที่สุด เพื่อความยั่งยืน
เพื่อให้การจัดการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ หลักการและหลักกฎหมายที่สำคัญในการส่งเสริมให้ Circular Economy (CE) สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ประกอบด้วย
1. หลักการเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์: มาตรการ หรือแนวทางที่ใช้กลไกราคาและสิ่งจูงใจทางการเงิน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล หรือธุรกิจ ให้จัดการทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency) และบรรลุเป้าหมาย เช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีตัวอย่างหลัก ได้แก่ ภาษี เงินอุดหนุน ระบบการวางมัดจำ-คืนเงิน การลดอัตราค่าธรรมเนียม เป็นต้น
2. หล้กการทางกฎหมาย: หลักกฎหมายที่กำหนดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แนวคิดของคนในสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและบรรจุตามวัตถุประสงค์ของ CE นั่นคือ หลักความรับผิดที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) หลักกฎหมายนี้มุ่งเน้นให้ผู้ผลิตซึ่งในเบื้องต้นหมายความถึงผู้ผลิตสินค้ารายใดก็ตามจะต้องคำนึงถึงการผลิตที่มุ่งให้เกิดการลดการเกิดขยะให้มากที่สุด โดยสินค้านั้นจะต้องสามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (Reuse) หรือสามารถรีไซเคิลได้ หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluters Pay Principle: PPP) เป็นหลักการที่กำหนดให้ผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือขยะนั้นจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าดำเนินการในการบำบัด หรือบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง หลักความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public Private Partnership: PPP) เป็นหลักการที่เสนอแนวคิดในการจัดการปัญหาขยะร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยการร่วมลงทุน ก่อสร้าง ดำเนินงาน หรือบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยเอกชนช่วยระดมทุนและบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงบประมาณภาครัฐ โดยเน้นการแบ่งปันความเสี่ยงที่เหมาะสมตามสัญญาในระยะยาว
3. หลักการทางสังคม: มาตรการทางสังคมที่มุ่งเน้นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสังคมโดยรวมต่อการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน หรือที่เรียกว่า “การสร้างจิตสำนึกร่วมกันของคนในชาติ” เนื่องจากปัญหาขยะไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่สังคมโดยรวมจะต้องช่วยกันโดยเริ่มจาก
การสร้างนิสัยในการใช้วัสดุที่สามารถใช้ซ้ำได้ ไม่ใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง
การคัดแยกขยะที่บ้านและทิ้งขยะตามถังขยะเพื่อการคัดแยก
การผลิตที่นำเอาวัสดุ หรือวัตถุดิบที่ไม่เป็นอันตราย หรือทำลายสิ่งแวดล้อมมาใช้ทดแทน เช่น ไบโอพลาสติก
การรีไซเคิลขยะ
การเปลี่ยนความคิดว่า “ขยะ” คือของเหลือใช้ให้เป็น “ทรัพยากร”
นี่คือจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทยสามารถร่วมมือร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหาขยะได้อย่างยั่งยืน
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริชัย มงคลเกียรติศรี
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ
สถาบันพระปกเกล้า