Last updated: 7 พ.ค. 2569 | 63 จำนวนผู้เข้าชม |
ในระบอบ เสรีประชาธิปไตย (liberal democracy) ซึ่งเป็นรากฐานของระบบการเมืองร่วมสมัย แนวคิดหลักที่กำหนดโครงสร้างการใช้อำนาจรัฐประกอบด้วยสององค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ “หลักประชาธิปไตย” และ “หลักนิติรัฐ” กล่าวคือ อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน ขณะเดียวกันการใช้อำนาจนั้นต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย มีการตรวจสอบ และต้องนำไปสู่ความรับผิดได้
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสองหลักการดังกล่าวมิได้สอดคล้องกันโดยอัตโนมัติ หากแต่มีลักษณะตึงเครียดในตัวเอง กล่าวคือ การเน้นอำนาจของเสียงข้างมากโดยปราศจากข้อจำกัด อาจนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ ในขณะที่การจำกัดอำนาจผ่านกลไกทางกฎหมายอย่างเข้มงวดเกินไป อาจกระทบต่อความชอบธรรมของการตัดสินใจเชิงประชาธิปไตย ดังนั้น ระบบการเมืองจึงต้องแสวงหาจุดสมดุลระหว่าง “อำนาจของประชาชน” กับ “การควบคุมอำนาจรัฐ” อย่างเหมาะสม
ภายใต้บริบทนี้ “ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา” จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกเชิงสถาบันที่ช่วยสร้างสมดุลดังกล่าว โดยกำหนดมาตรฐานความประพฤติของผู้แทนประชาชนในการใช้อำนาจรัฐให้สอดคล้องกับทั้งความคาดหวังของสังคมและข้อจำกัดทางกฎหมาย
1. ความหมายและขอบเขตของประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา
ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา คือ เอกสารหรือชุดกฎเกณฑ์ที่รวบรวมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความประพฤติของสมาชิกรัฐสภาไว้ในที่เดียว โดยมีลักษณะเป็น “มาตรฐานทางวิชาชีพ” (professional standards) ที่กำหนดว่า พฤติกรรมใดพึงปฏิบัติและพฤติกรรมใดไม่พึงปฏิบัติในการปฏิบัติหน้าที่ ณ ดำรงตำแหน่งสาธารณะของผู้แทนประชาชน (public life)
ในเชิงเนื้อหา ประมวลจริยธรรมมักตั้งอยู่บนคุณค่าพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ได้แก่
(1) ความสุจริต (integrity)
(2) ความโปร่งใส (transparency)
(3) ความรับผิดชอบ (accountability)
(4) การคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ (public interest)
(5) การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest)
โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้าง “วัฒนธรรมทางการเมือง” ที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทั้งภายในและภายนอกสภา อันจะนำไปสู่การลดปัญหาการใช้อำนาจโดยมิชอบ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันนิติบัญญัติ
ในด้านขอบเขตของการบังคับใช้ ประมวลจริยธรรมโดยทั่วไปมิได้ครอบคลุมเพียงสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ช่วยหรือทีมงานของสมาชิกรัฐสภา อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้จะจำกัดอยู่เฉพาะพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” โดยไม่รวมถึงการกระทำในทางส่วนตัวของบุคคล (private life) แต่อย่างใด ซึ่งในกรณีหลังจะอยู่ภายใต้ความรับผิดทางกฎหมายหรือความรับผิดทางการเมืองในรูปแบบอื่น
2. ประมวลจริยธรรมกับความรับผิดของผู้ใช้อำนาจรัฐ
ในทางทฤษฎี ความรับผิดของผู้ใช้อำนาจรัฐสามารถจำแนกได้เป็นสองลักษณะสำคัญ ได้แก่
1. ความรับผิดทางกฎหมาย ซึ่งเกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายและนำไปสู่การพิจารณาโดยศาล
2. ความรับผิดเชิงจริยธรรมและวิชาชีพ ซึ่งเกิดจากการละเมิดมาตรฐานความประพฤติและความไว้วางใจของประชาชน
ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภามีบทบาทสำคัญในความรับผิดประเภทหลัง โดยทำหน้าที่รักษาความสัมพันธ์เชิงความไว้วางใจระหว่าง “ผู้แทน” กับ “ประชาชน” ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย
3. หลักความเป็นอิสระของรัฐสภาและการกำกับตนเองของรัฐสภา
ในระบบกฎหมายของหลายประเทศ โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภามีรากฐานสำคัญจากหลัก “ความเป็นอิสระของรัฐสภา” (parliamentary autonomy) ซึ่งรับรองให้รัฐสภามีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์ ควบคุม และลงโทษสมาชิกของตนเองได้โดยปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรภายนอก เช่น ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการ โดยแนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านหลักเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของรัฐสภา เช่น
อำนาจในการกำหนดข้อบังคับของสภา
อำนาจในการจัดการกิจการภายใน
อำนาจในการลงโทษทางวินัยแก่สมาชิก
ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐสภาสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชนได้อย่างเป็นอิสระ ควบคู่ไปกับการมีระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ
4. ความแตกต่างในบริบทระหว่างประเทศและประเทศไทย
แม้แนวคิดเรื่องประมวลจริยธรรมจะมีรากฐานจากประเทศตะวันตก แต่เมื่อถูกนำมาปรับใช้ในประเทศไทยกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป เนื่องจากอิทธิพลของบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบของไทยมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับหลักสากลที่สำคัญซึ่งปรากฎในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้แก่
การให้บทบาทกับองค์กรภายนอกรัฐสภาอย่างศาลและองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา
การผสมผสานแนวคิดทางกฎหมายกับคุณค่าทางศีลธรรมและวัฒนธรรม รวมถึงขยายขอบเขตมาบังคับใช้กับการกระทำในทางส่วนตัวของบุคคล (private life) ของสมาชิกรัฐสภา
ซึ่งสะท้อนให้สภาพปัญหาความไม่เป็นอิสระของรัฐสภาไทยที่แตกต่างจากต้นแบบในต่างประเทศ และจะต้องนำไปสู่การทบทวนบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงต่อไป
5. ประเด็นท้าทาย: การสร้างสมดุลในระบบกฎหมายไทย
โดยประเด็นสำคัญในปัจจุบัน คือ การออกแบบระบบประมวลจริยธรรมรัฐสภาในระบบกฎหมายไทยให้สามารถสร้างสมดุลระหว่าง
การตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและความรับผิดทางการเมืองของสมาชิกรัฐสภา
การคุ้มครองความเป็นอิสระของรัฐสภา
เนื่องจากหากให้น้ำหนักด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อทั้งประสิทธิภาพของรัฐสภาและหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยเหมือนเช่นที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญ 2560
บทสรุป
ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภามิใช่เพียงเครื่องมือกำกับพฤติกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง “อำนาจ” กับ “ความรับผิด” และเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อสถาบันนิติบัญญัติ ดังนั้น การออกแบบและพัฒนาประมวลจริยธรรมให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ จึงเป็นภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยในระยะยา
โดย ศุภณัฐ บุญสด
นักวิชาการ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ
สถาบันพระปกเกล้า