Last updated: 8 เม.ย 2569 | 20 จำนวนผู้เข้าชม |
สมัยประชุม
ช่วงระยะเวลาที่รัฐสภาเปิดทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ เพื่อดำเนินกิจกรรมทางนิติบัญญัติ เช่น การออกกฎหมาย การอภิปราย และการตรวจสอบรัฐบาล
รูปแบบ “สมัยประชุมรัฐสภา” ในต่างประเทศ
1) โมเดลที่ 1 ประชุมต่อเนื่องทั้งปี (Continuous Session) มีลักษณะสำคัญ คือ จะสามารถเปิดประชุมได้ตลอดปี โดยมีช่วงพัก (recess) เช่น การปิดสมัยฤดูร้อนเท่านั้น

ตัวอย่างประเทศ
1) สหราชอาณาจักร
2) สหรัฐอเมริกา
3) ญี่ปุ่น
2) โมเดลที่ 2 กำหนดสมัยประชุมชัดเจน (Fixed Sessions) มีลักษณะสำคัญ คือ มีการกำหนดช่วงเวลาเปิด-ปิดสมัยประชุมชัดเจนในรัฐธรรมนูญ/กฎหมาย หากมีความจำเป็นต้องประชุมนอกสมัยประชุม ต้องเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษ

ตัวอย่างประเทศ
1) เยอรมนี
2) ฝรั่งเศส
3) เกาหลีใต้
3) โมเดลที่ 3: “ผสมผสาน” (Hybrid Model) มีลักษณะสำคัญ คือ มีกรอบในการกำหนดสมัยประชุม แต่ยังมีความยืดหยุ่นสูง และรัฐบาลมีบทบาทในการกำหนดช่วงประชุม

ตัวอย่างประเทศ
1) ออสเตรเลีย
2) แคนาดา
3) อินเดีย
สมัยประชุมของไทย
ประเทศไทย ใช้ระบบ “กำหนดสมัยประชุมชัดเจน” (Fixed Sessions) โดยสามารถแบ่งประเภทของสมัยประชุมได้ 2 ประเภท ได้แก่
1) สมัยประชุมสามัญ (Ordinary Session) โดยมีการกำหนดสมัยประชุมสามัญ ซึ่งใน 1 ปีประกอบด้วย 2 สมัย แต่ละสมัยมี 120 วัน รวมปีละประมาณ 240 วัน 1 ปีมี 2 สมัย เรียกว่า
สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1
สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2
2) สมัยประชุมวิสามัญ (Extraordinary Session) จะเปิดได้เมื่อคณะรัฐมนตรีเสนอ หรือ สมาชิกสภาฯ มีการเข้าชื่อกันตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีของเรื่องเร่งด่วน เรื่องวิกฤต หรือ กฎหมายสำคัญ
ลักษณะสำคัญของรัฐสภาไทย
1) มี “กรอบเวลาแน่นอน” ดังนั้น จึงสามารถควบคุมจังหวะการเมือง
2) ต้องบริหารเวลาให้ทัน (เพราะมี deadline 120 วัน)
3) ฝ่ายบริหารมีบทบาทในการเสนอเปิดวิสามัญ
ในบริบทของประเทศไทย รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 121 วรรค 2 กำหนดว่า ใน 1 ปี ให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย โดยในสมัยหนึ่ง ๆ จะต้องมีกำหนดเวลา 120 วัน (โดยในการประชุมครั้งแรกถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1) และสามารถเปิดสมัยประชุมวิสามัญได้ในกรณีจำเป็น โดยต้องมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา กลไกดังกล่าวทำให้การใช้อำนาจนิติบัญญัติของประชาชนมี “จังหวะเวลา” ที่ชัดเจน และสามารถควบคุมได้ในเชิงระบบ โดยในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ได้มีการกำหนดสมัยประชุมล่วงหน้าอย่างชัดเจน โดยสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 11 กรกฎาคม 2569 และสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม ถึง 22 ธันวาคม 2569 ทั้งนี้ และในปีถัด ๆ ไปก็มีการกำหนดช่วงเวลาในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่อง โดยสะท้อนรูปแบบ “Fixed Session” ที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้ กล่าวคือ มีกรอบเวลาที่แน่นอนในการเปิดและปิดสมัยประชุมในแต่ละปี

สมัยประชุมรัฐสภาอาจดูเป็นเพียง “กรอบเวลา” ทางกฎหมาย แต่แท้จริงแล้วคือกลไกสำคัญที่กำหนดจังหวะของอำนาจนิติบัญญัติ และสะท้อนว่าประชาชนจะสามารถแปรเสียงของตนไปสู่การออกกฎหมายได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ ในบริบทของประเทศไทยแม้จะมีการกำหนดสมัยประชุมอย่างชัดเจน ทำให้สามารถวางแผนและควบคุมจังหวะทางการเมืองได้ดี แต่ข้อจำกัดด้านระยะเวลาย่อมนำมาซึ่งความท้าทายในการเร่งรัดกระบวนการนิติบัญญัติให้มีทั้ง “ความรวดเร็ว” และ “คุณภาพ” ไปพร้อมกัน
ดังนั้น แก่นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ามีเวลาเท่าใด แต่อยู่ที่ว่า “ใช้เวลาอย่างไร” เพราะการบริหารเวลาในรัฐสภา ก็คือการบริหารโอกาสของประชาชนในการกำหนดอนาคตของประเทศนั่นเอง
ธีรพรรณ ใจมั่น
ผู้อำนวยการวิทยาลัยการนิติบัญญัติ
สถาบันพระปกเกล้า
20 มี.ค. 2569
31 มี.ค. 2569