สำรวจโลกกับการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ

Last updated: 11 มี.ค. 2569  |  210 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สำรวจโลกกับการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ

          ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศหรือเพศสภาพของบุคคล ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยเฉพาะผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคมและการตระหนักถึงสิทธิในอัตลักษณ์ของบุคคลมากขึ้น กระแสการเรียกร้องดังกล่าวมักเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง ความเสมอภาคและการยอมรับความหลากหลายทางเพศ (Gender Diversity) โดยมีข้อเสนอให้รัฐพิจารณาปรับปรุงกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้คำนำหน้าชื่อ เพื่อให้สอดคล้องกับเพศสภาพของบุคคลมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแสดงออกทางสังคมเท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องกับระบบกฎหมาย ระบบทะเบียนราษฎร และการบริหารราชการของรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งในมิติทางกฎหมาย นโยบายสาธารณะ และผลกระทบต่อระบบราชการ ด้วยเหตุนี้จึงพาไปสำรวจโลกว่าด้วย “คำนำหน้า”  เพราะว่ามีหลายประเทศที่มีการถกเถียงในประเด็นดังกล่าวนี้มาก่อน และบางประเทศได้เปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งทางความคิดไปสู่การปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

          อาร์เจนตินา  ในปี 2012 ได้ผ่านกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity Law)  อาร์เจนตินา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเพราะเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุญาตให้บุคคลข้ามเพศสามารถเปลี่ยนเครื่องหมายกำหนดเพศในสูติบัตรและเอกสารราชการทั้งหมดได้ตามคำขอของเจ้าตัวเอง โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ไม่ต้องผ่าตัด และไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ กฎหมายดังกล่าวได้นี้ได้กลายเป็นต้นแบบให้กับอีกหลายประเทศทั่วโลก และยังมีข้อมูลการวิจัยที่ยืนยันว่าหลังจากกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้ ทัศนคติของสังคมต่อคนข้ามเพศเป็นไปในทิศทางบวกมากขึ้น ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัวและสังคม

          เดนมาร์ก  ในปี 2014 ได้ผ่านกฎหมายที่เปิดให้ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถเปลี่ยนเพศสภาพทางกฎหมายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

          ไอร์แลนด์ และมอลตา  ในปี 2015  ทั้งสองประเทศได้ดำเนินนโยบายในการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ อีกทั้งมอลตา เป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดในยุโรป เพราะไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำเนื่องจากบุคคลข้ามเพศสามารถได้รับการรับรองอัตลักษณ์ตั้งแต่แรกเกิด

          นอร์เวย์  ในปี 2016 มีกฎหมายที่เปิดให้เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปเข้าถึงสิทธิเปลี่ยนเพศสภาพทางกฎหมายได้

          นอกจากนี้ในปี 2018 ได้มีอีก 3 ประเทศ คือ เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก และโปรตุเกส และในปี 2019 ไอซ์แลนด์ ได้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยไม่กำหนดอายุขั้นต่ำเช่นกัน ต่อมาในปี 2021 – 2022 สวิตเซอร์แลนด์และสเปน เริ่มบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ในช่วงเวลาเดียวกันสหรัฐอเมริกา ก็อนุญาตให้พลเมืองสามารถเลือกเพศได้ตามเจตจำนงโดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์

          ในปี 2023 ฟินแลนด์ ได้ยกเลิกข้อกำหนดการทำหมันหรือผ่าตัดก่อนการรับรองเพศสภาพ เพราะมองว่าผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก ต้องมาก่อน และเด็กควรเข้าถึงการระบุอัตลักษณ์ทางเพศโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

          ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามี 15 ประเทศที่เปลี่ยนคำนำหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัดแปลงเพศ โดยใช้ระบบ Self-ID (Self-determination) ถือเป็นระบบที่ก้าวหน้าที่สุด เพราะอนุญาตให้บุคคลเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตามเพศสภาพได้โดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัด ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ และไม่ต้องให้จิตแพทย์ประเมิน เพียงแค่แสดงเจตจำนงต่อรัฐบาลเท่านั้น ได้แก่ อาร์เจนตินา โคลอมเบีย นอร์เวย์ เบลเยี่ยม ฟินแลนด์ บราซิล อุรุกวัย เดนมาร์ก โปรตุเกส เยอรมนี ชิลี สเปน ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และนิวซีแลนด์ โดยมีหลักคิดที่ว่า “การตัดสินใจด้วยตนเอง” หมายถึง การเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อ เพศตามกฎหมาย หรือเพศสภาพโดยขึ้นอยู่ที่ความต้องการของผู้ยื่นเรื่องเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือบุคคลที่สามมารับรอง

          ปัจจุบัน แม้ประเทศไทยจะมีการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้วนั้น แต่เรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้าในเอกสารราชการยังคงเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญ จากประเด็นที่เป็นกระแสอยู่ ณ ขณะนี้ สะท้อนว่าสังคมไทยยังยึดโยงอยู่กับคำถามเชิงชีววิทยา เช่น มีมดลูกหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ต้องหันกลับมามองว่า แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของโลก เพราะหลายประเทศทั่วโลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การรับรองอัตลักษณ์ตามเจตจำนงไม่ได้ทำให้สังคมล่มสลาย แต่กลับทำให้ทัศนคติของคนในประเทศดีขึ้น เช่น ประเทศอาร์เจนตินา  ระบบกฎหมายที่ยังคงจำกัดการรับรองสิทธิส่งผลให้บุคคลข้ามเพศต้องประสบกับอุปสรรคและการเลือกปฏิบัติในชีวิตประจำวันหลายด้าน เช่น การใช้เอกสารราชการที่ระบุเพศไม่ตรงกับตัวตน นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธในหลายด้านได้ เช่น การรับเข้าทำงาน การทำธุรกรรมทางการเงิน การใช้บริการสายการบิน การเดินทางเข้าออกประเทศ  ตลอดจนการเข้าถึงบริการสุขภาพในการบริการเฉพาะทางที่อาจถูกเลือกปฏิบัติ
          ดังนั้น การรับรองเพศสภาพตามเจตจำนงไม่ใช่อภิสิทธิ์ แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการสร้างความเสมอภาคในสังคมไทย

ที่มา : Gender Census 2024: Worldwide Report – Gender Census

โดย นางสาวอัจจิมา  เเสงรัตน์ 
นักวิชาการ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ
สถาบันพระปกเกล้า 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสมัครหลักสูตร , สัมมนา , โครงการ ของสถาบันพระปกเกล้า  และ  นโยบายคุกกี้