Last updated: 27 พ.ค. 2569 | 118 จำนวนผู้เข้าชม |
ปัญหาภาวะโลกร้อน (Global warming) หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศหนาแน่นขึ้น ส่งผลให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ถูกกักเก็บไว้และระบายออกไปไม่ได้ ทำให้อุณหภูมิโลกและสภาพอากาศแปรปรวนเป็นปัญหาที่เกิดจากกิจกรรมของ
โดยกิจกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นและกระทบต่อภาวะโลกร้อน เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจนก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ทำให้ต้นไม้ซึ่งมีหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามธรรมชาติมีจำนวนลดลง การดำเนินการภาคปศุสัตว์ การเลี้ยงสัตว์นั้นแม้จะเพื่อใช้เป็นอาหารในการบริโภคและการทำฟาร์มปศุสัตว์ยังก่อให้เกิดมูลสัตว์มากมายซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของก๊าซมีเทนและก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก การกำจัดขยะและของเสีย ขยะมูลฝอยที่ถูกนำไปฝังกลบหรือย่อยสลายโดยไม่ถูกวิธี จะปล่อยก๊าซมีเทนออกมา รวมถึงกระบวนการผลิตและการเผาขยะพลาสติกยังสร้างก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมด้วย
เพราะเหตุใดภาวะโลกร้อนจึงถือเป็นบริบททางกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากภาวะโลกร้อนนั้นมิใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นและคงอยู่ภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่เป็นภาวะที่สังคมระหว่างประเทศ หรือรัฐสมาชิกเป็นผู้ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนและได้รับผลกระทบไปร่วมกัน จึงเกิดความตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญมากมาย เช่น กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) สนธิสัญญาหลักที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลักดันให้แต่ละประเทศจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของตนเอง พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol): กำหนดพันธกรณีผูกมัดให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน และ ความตกลงปารีส (Paris Agreement): บังคับใช้กับทุกประเทศทั่วโลกผ่านการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศนั้น ๆ กำหนดขึ้นเอง
หลักกฎหมายสำคัญที่อยู่ภายใต้ความตกลงต่าง ๆ เหล่านี้ประกอบด้วย
1. หลักทรัพยากรร่วมกันแห่งมวลมนุษยชาติ (Common Heritage of Mankind) หมายถึง หลักการในกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดให้พื้นที่ หรือทรัพยากรบางประเภทที่อยู่นอกเหนืออำนาจอธิปไตยของประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือเป็นสมบัติส่วนรวมของมวลมนุษยชาติและทุกประเทศมีสิทธิเข้าถึงและได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน
2. หลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง (Common but Differentiated Responsibilities - CBDR) ทุกประเทศมีหน้าที่ลดโลกร้อน แต่ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซหลักในอดีตต้องรับภาระและให้การสนับสนุนทางการเงิน/เทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนา
3. หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) แม้จะยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัด รัฐต่างๆ ไม่สามารถอ้างเหตุนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการออกมาตรการป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้
4. หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle - PPP) กำหนดให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องรับผิดชอบต้นทุนในการจัดการมลพิษและการเยียวยาผลกระทบ
5. พันธกรณีไม่ก่อให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดน (No-Harm Rule) รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมมิให้กิจกรรมในเขตอำนาจของตนก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐอื่นหรือพื้นที่ส่วนรวม (Global Commons)
ดังนี้ จึงถือได้ว่า ปัญหาภาวะโลกร้อนนั้นมิใช่เป็นปัญหา หรือหน้าที่สำหรับรัฐใดรัฐหนึ่งที่จะต้องกำกับดูแล หากแต่เป็นปัญหาในระดับสังคมระหว่างประเทศที่ทุกรัฐจะต้องร่วมมือกันภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องลดและสร้างสภาวะที่ดีและเหมาะสมสำหรับชนรุ่นต่อไป
โดย
