Last updated: 25 พ.ค. 2569 | 24 จำนวนผู้เข้าชม |
ภายใต้เดือน Pride month ประเทศไทยได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมกันของคนในสังคม โดยประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 24 พ.ศ. 2567 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม” ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 และถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีการผลักดันให้การสมรสเท่าเทียมเกิดเป็นผลขึ้น
ในขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักร (United Kingdom: UK) เป็นประเทศในยุโรปที่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเคารพในสิทธิมนุษยชนมาอย่างช้านานและได้มีกฎหมายรองรับสิทธิของการสมรสเท่าเทียมกันมาตั้งแต่ในปีค.ศ. 2004 หรือราวปีพ.ศ. 2547 โดยได้พัฒนามาจากกรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ 2 ฉบับ คือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) โดยหลักการที่สำคัญ คือ สิทธิในการก่อตั้งครอบครัว (Right to found a family) เนื่องด้วยกติการะหว่างประเทศนี้ถูกร่างขึ้นในปีค.ศ. 1966 จึงกำหนดถ้อยคำไว้เพียง “ชาย” และ “หญิง แต่ปัจจุบันเมื่อพิจารณาตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในเรื่องของการไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) และหลักความเสมอภาค (Equality) ได้ขยายการตีความให้ครอบคลุมถึงกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศด้วยเนื่องจาก การปฏิเสธสิทธิการสมรสแก่คู่รักเพศเดียวกันจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม (Unfair discrimination) ซึ่งขัดต่อหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
วิวัฒนาการของกฎหมายแห่งการสมรสเท่าเทียมในสหราชอาณาจักรมีวิวัฒนาการอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มขึ้นในปีค.ศ. 2004 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรับรองคู่ชีวิต (Civil Partnership 2004) กำหนดให้คู่รักเพศเดียวกันและคู่รักต่างเพศสามารถจดทะเบียนรับรองการเป็นคู่ชีวิต และมีสิทธิระหว่างกันได้ดังเช่นคู่สมรสโดยทั่วไปโดยบุคคที่จะจดทะเบียนนี้จะต้องมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป และเนื่องจาสหราชอาณาจักรนั้นเป็นประเทศที่ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาจึงไม่ได้บัญญัติไว้ว่าจะต้องดำเนินการตามพิธีกรรมทางศาสนาแต่อย่างใด ต่อมาในปีค.ศ. 2013 ได้มีการนำเอากฎหมายฉบับนี้มาพิจารณาใหม่และประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยการสมรส (เพศเดียวกัน) (Marriage (Same Sex Couples) Act 2013) และยังสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในโบสถ์ได้ หากโบสถ์นั้นยินยอม ยกเว้นภายในโบสถ์ Church of England และ Church in Wales
สำหรับกฎหมายไทยนั้นเป็นการออกกฎหมายมาเพื่อแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายหลักในประเด็นที่สำคัญ เช่น เปลี่ยนจากคำว่า ชายและหญิง เป็น “บุคคล” และคำว่า “สามี-ภริยา” ให้เป็นคำว่า “คู่สมรส” เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกฎหมายไทยและกฎหมายอังกฤษแล้วจะพบว่ามีลักษณะที่แตกต่างกันอยู่ กล่าวคือ

โดย
ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.ศิริชัย มงคลเกียรติศรี
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ
สถาบันพระปกเกล้า
15 พ.ค. 2569