หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินในภาวะวิกฤต

Last updated: 8 ม.ค. 2569  |  129 จำนวนผู้เข้าชม  | 

หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินในภาวะวิกฤต

หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินในภาวะวิกฤต

ประเด็นสำคัญ:
  • สิ่งที่ทำให้ท้องถิ่น “ไม่กล้าใช้เงิน” ไม่ใช่กฎเกณฑ์ แต่คือความกลัวการตรวจย้อนหลัง ปัญหาหลักของผู้บริหารและปลัด อปท. ในภาวะวิกฤตไม่ใช่ว่าไม่มีกฎหมายให้ใช้ แต่คือความกังวลว่าเมื่อ สตง. เข้ามาตรวจแล้วจะไม่มีหลักฐานให้ตรวจ และถูกทักท้วงหรือเรียกเงินคืนในภายหลัง จนทำให้การช่วยเหลือล่าช้า
  • ภายหลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ถูกบังคับใช้ แนวทางการตรวจของ สตง. ปรับจากการยึดความถูกต้องตามระเบียบเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพิจารณาผลลัพธ์ ความเสียหาย และการทุจริต ประกอบด้วย
  • โครงการที่ทำถูกระเบียบครบถ้วนแต่ไม่เกิดประโยชน์ อาจไม่ตอบโจทย์สาธารณะ ขณะที่โครงการที่ทำให้ประชาชนได้ใช้จริง กลับเสี่ยงถูกลงโทษหากตีความขั้นตอนแบบแข็งตัวเกินไป
  • การเยียวยาผ่านบัญชีธนาคารหรือพร้อมเพย์ช่วยให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ชัด ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารรับเงิน และ สตง. ไม่กังวลหากพิสูจน์ได้ว่าเงินถึงมือผู้เดือดร้อนจริง
 
นายสุทธิพงษ์กล่าวเริ่มต้นด้วยการชี้ว่าหลักเกณฑ์การจ่ายในภาวะวิกฤตไม่ใช่ปัญหาหลักของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากแต่สิ่งที่ทำให้คนทำงานไม่กล้าใช้เงินคือความกลัวการตรวจสอบย้อนหลังของ สตง. โดยเฉพาะความกังวลว่า เมื่อ สตง. เข้ามาตรวจแล้วไม่มีหลักฐานให้ตรวจจะถูกทักท้วงและถูกเรียกเงินคืน นายสุทธิพงษ์จึงกล่าวเพื่อให้ความมั่นใจว่า หลังการมีกฎหมาย สตง. ฉบับใหม่ (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561) แนวคิดการตรวจสอบได้ปรับจากการยึดความถูกต้องตามกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพิจารณามิติผลลัพธ์ ความเสียหาย และการทุจริต มากขึ้น กล่าวคือ หากผิดระเบียบแต่ไม่เกิดความเสียหายและไม่มีการทุจริตนั้น สตง. มีแนวทางให้เพียงคำแนะนำ คำชี้แนะ ไม่ผลักให้เกิดการดำเนินการวินัยหรือเรียกเงินคืนโดยอัตโนมัติ

นายสุทธิพงษ์ยกกรณีตัวอย่างท้องถิ่นแห่งหนึ่งที่ใช้งบเงินสะสมเพียง 700,000 บาทเพื่อทำถนนที่ประชาชนเดือดร้อนและเกิดอุบัติเหตุบ่อย แต่ถูก สตง. ทักท้วงให้คืนเงิน เพราะกระบวนการใช้งบเงินสะสมไม่ผ่านสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงถือว่าผิดระเบียบ แม้ถนนจะเกิดประโยชน์จริง นายสุทธิพงษ์เล่าว่ากรณีนี้นำไปสู่การวิพากษ์อย่างรุนแรงในเชิงนโยบายและความสมเหตุสมผล เพราะเป็นตัวอย่างของการตรวจสอบที่ยึดผิดขั้นตอน มากกว่าพิจารณาประโยชน์สาธารณะและความคุ้มค่า ถึงขั้นมีข้อเสนอประชดประชันว่า หากต้องคืนเงินก็ให้ทุบถนนทิ้งเสีย เพื่อให้ประชาชนไปตั้งคำถามและให้แรงกดดันย้อนกลับไปยังหน่วยตรวจสอบ สาระสำคัญจากตัวอย่างนี้สะท้อนว่า ในอดีต สตง. มักวางหลัก “ผิดระเบียบต้องทัก” อย่างเคร่งครัด จนเกิดภาวะที่ผู้ปฏิบัติงานติดกับดักกับความกลัวและระบบที่ไม่ตอบสนองสถานการณ์จริง

นายสุทธิพงษ์ให้ข้อสังเกตด้วยการเปรียบเทียบกับ 2 โครงการ เพื่อสะท้อนความย้อนแย้งของการตรวจที่ยึดขั้นตอนมากเกินไป โดยโครงการแรกทำถูกระเบียบครบถ้วน แต่สร้างแล้วแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์ เช่น สนามกีฬาที่ไม่ถูกใช้งาน ขณะที่โครงการที่สอง ผู้บริหารต้องการผู้รับจ้างที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้ผลงานดีและประชาชนได้ประโยชน์ แต่กลับถูกชี้มูลในเชิงพฤติการณ์สมยอมเสนอราคา ทำให้ผู้ปฏิบัติงานถูกลงโทษ ทั้งที่ผลลัพธ์ของโครงการตอบโจทย์ประชาชนจริง นายสุทธิพงษ์ชี้ว่าเมื่อมองในฐานะคนใช้เงินสาธารณะ ความคุ้มค่าและประโยชน์สาธารณะควรถูกให้ความสำคัญไม่แพ้ความถูกต้องเชิงพิธีกรรมของเอกสาร และความอึดอัดเช่นนี้เองที่ทำให้ “กฎหมาย สตง. ต้องถูกปรับ” (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561)โดยเพิ่มหลักว่า หากการปฏิบัติ “บกพร่อง/ไม่เป็นไปตามแบบแผน” แต่ “ไม่เสียหาย” และ “ไม่ทุจริต” สตง.จะใช้มาตรการแนะนำมากกว่าการลงโทษทางวินัยหรือเรียกเงินคืน แต่หาก “เสียหาย” ให้ชดใช้หรือดำเนินวินัย และหาก “ทุจริต” จะส่งให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

จากนั้น นายสุทธิพงษ์กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัย โดยชี้ว่า การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลัว สตง. ทำให้หน่วยงานยึดติดหลักฐานแบบปกติ เช่น การต้องใช้บัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนก่อนจ่ายเงินเยียวยา ทั้งที่ในภาวะน้ำท่วมหนัก เอกสารสำคัญอาจสูญหายไปกับกระแสน้ำ การยึดเงื่อนไขแบบปกติจึงยิ่งทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ ทั้งที่ ในภาวะคับขัน สิ่งสำคัญคือมีหลักฐานเชื่อได้ว่าเกิดขึ้นจริง จ่ายด้วยความสุจริต และย้ำว่า ขออย่างเดียวอย่าทุจริต

ในตอนหนึ่ง นายสุทธิพงษ์ได้เปิดคลิปเสียงของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่กล่าวถึงกรอบระเบียบที่ใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งจากภัยพิบัติธรรมชาติและเหตุความไม่สงบ/สงคราม โดยอ้างถึงระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งกำหนดวงเงินทดรองที่หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ได้ เช่น วงเงินระดับส่วนกลาง และวงเงินของหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระดับจังหวัด พร้อมระบุโครงสร้างอำนาจอนุมัติที่แตกต่างกัน (เช่น ผู้มีอำนาจในระดับนายกรัฐมนตรีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดตามกรณี) และที่สำคัญคือ ระเบียบเปิดช่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้เงินทดรองเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นได้ทันทีในวงเงินหนึ่ง แม้ยังไม่ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ หากมีเหตุคาดหมายว่าใกล้จะเกิดภัยและจำเป็นต้องอพยพหรือจัดบริการเร่งด่วน เช่น อาหาร น้ำดื่ม ไฟฟ้า น้ำประปา หรือการจัดที่พักพิง

ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินย้ำว่าบทบาทของ สตง. ปัจจุบัน ได้ปรับไปสู่การตรวจเชิงแนะนำและให้คำปรึกษา มากขึ้น โดยชี้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยราชการในจังหวัดสามารถเข้ามาหารือกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดได้โดยตรงเมื่อไม่มั่นใจ พร้อมอ้างหลักในกฎหมายที่รองรับแนวคิดนี้ว่า หากเจ้าหน้าที่บกพร่องเพราะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ไม่เกิดความเสียหายและไม่ทุจริต สตง. จะให้คำแนะนำ ไม่เสนอให้ตั้งกรรมการสอบวินัยหรือเรียกให้ชดใช้เงิน ทั้งนี้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเน้นว่า หลักฐานยังจำเป็น แต่เป็นหลักฐานในความหมายที่พิสูจน์ได้ว่ามีการช่วยเหลือจริงและผู้รับเดือดร้อนจริง ไม่ใช่ยึดความสมบูรณ์แบบของเอกสารในทุกขั้นตอนจนทำให้การช่วยเหลือล่าช้า

นอกจากนี้ หลักการช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถทำได้โดยลดภาระเอกสาร เช่น เอกสารที่ราชการออกให้ (บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน) ตามแนวหนังสือเวียนของกระทรวงมหาดไทย ไม่ควรถูกเรียกสำเนาเพราะรัฐมีข้อมูลตรวจสอบได้เอง ประชาชนอาจใช้เพียงการยืนยันตัวตนหรือแจ้งว่าบัตรหาย แล้วเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบจากฐานข้อมูลและดำเนินการให้ได้ โดยเฉพาะในมาตรการเยียวยาที่โอนเข้าบัญชี/พร้อมเพย์ ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ชัดเจนกว่าเงินสด และลดข้อกังวลเรื่องไม่มีลายเซ็นรับเงิน เพราะมีหลักฐานการโอนในระบบธนาคารอยู่แล้ว ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จึงย้ำว่า สตง. ไม่กังวล หากพิสูจน์ได้ว่าผู้รับเดือดร้อนจริงและเงินโอนเข้าบัญชีจริง ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีเจ้าหน้าที่ร่วมมือทุจริตเท่านั้น

ในช่วงท้าย นายสุทธิพงษ์กล่าวถึงแนวทางสร้างความเข้าใจร่วมกันผ่านการอบรม 2 ระดับ คือการอบรมโดยส่วนกลาง และการที่หน่วยงานในพื้นที่สามารถเชิญเจ้าหน้าที่ สตง. ไปบรรยายเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ ทั้งหมดนี้สะท้อนการปรับบทบาทของ สตง. ให้สอดคล้องกับสภาพวิกฤตที่ต้องการความรวดเร็ว โดยสรุปสาระสำคัญถึงสิ่งที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินกล่าวเน้นย้ำ คือ (1) หากไม่มั่นใจให้ปรึกษา สตง. จังหวัดได้ (2) หากปฏิบัติด้วยเจตนาสุจริต ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจริง แม้เอกสารบกพร่องไปบ้าง สตง. ไม่ผลักให้ตั้งสอบวินัยและไม่เรียกเงินคืน ทั้งนี้ ยังกล่าวฝากความมั่นใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่าให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำตามหนังสือสั่งการ/แนวทางที่ออกในภาวะฉุกเฉิน กล้าทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือทันเวลา ภายใต้เงื่อนไขสำคัญที่สุดคืออย่าทุจริตและมีหลักฐานพิสูจน์ได้ ว่าช่วยเหลือถูกคน ถูกกรณี และเงินถึงมือผู้เดือดร้อนจริง
 
สรุปโดย นายปฏิภาณ ศรีผล
เสวนาหัวข้อ “ท้องถิ่นกับภัยน้ำท่วม: บทเรียนการจัดการมหาอุทกภัย จาก 54 สู่ 68” ณ ห้องประชุมสัตมรามาธิราช สถาบันพระปกเกล้า
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2568 โดย วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น (วปท.) สถาบันพระปกเกล้า  

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสมัครหลักสูตร , สัมมนา , โครงการ ของสถาบันพระปกเกล้า  และ  นโยบายคุกกี้