Last updated: 11 ต.ค. 2569 | 13 จำนวนผู้เข้าชม |
บทนำ
ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลเป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่มีลักษณะเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การบริโภค การจัดการของเสียบนบก แม่น้ำ เชื่อมโยงสู่ทะเล รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งการเดินเรือ การประมง และการท่องเที่ยวชายฝั่ง ดังนั้น การจัดการปัญหาขยะพลาสติกในทะเลจึงไม่อาจอาศัยมาตรการห้ามทิ้งขยะในทะเลเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องใช้มาตรการตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางควบคู่กัน
กรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) เป็นกรอบกฎหมายหลักที่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล
รวมถึงกลไกระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น MARPOL Annex V เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมขยะจากเรือ, London Convention/London Protocol ควบคุมการทิ้งของเสียลงทะเล และ Basel Convention ควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามแดน รวมถึงขยะพลาสติกบางประเภท นอกจากนี้ ยังมี UNEP เป็นหลักเกณฑ์ กระบวนการจัดทำตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยมลพิษจากพลาสติก
สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญจึงมิใช่เพียงการ “กำจัดขยะพลาสติกในทะเล” แต่เป็นการทำให้กฎหมายและกลไกภายในประเทศสามารถเชื่อมโยง กฎหมายทะเล กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายการเดินเรือ กฎหมายประมง กฎหมายโรงงาน กฎหมายการจัดการของเสีย และระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน
กรอบกฎหมายทะเลระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
1. UNCLOS: พันธกรณีพื้นฐานในการป้องกันมลพิษทางทะเล
UNCLOS Part XII กำหนดหลักการพื้นฐานให้รัฐมีหน้าที่ ปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ตามมาตรา 192 และกำหนดให้รัฐต้องใช้มาตรการที่จำเป็นในการป้องกัน ลด และควบคุมมลพิษทางทะเลจากทุกแหล่งตามมาตรา 194 ทั้งนี้ โดยมลพิษทางทะเลจากแหล่งบนบก รวมถึงมลพิษที่ไหลผ่านแม่น้ำ ปากแม่น้ำ ท่อ และระบบระบายน้ำ
มาตรา 213 กำหนดหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 207 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องออกกฎหมายและมาตรการเพื่อป้องกัน ลด และควบคุม
ดังนั้น ในเชิงหลักการ UNCLOS ไม่ได้จำกัดขอบเขตการจัดการขยะพลาสติกไว้เฉพาะ “ทะเล” แต่กำหนดให้รัฐต้องควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่อยู่บนบกด้วย ซึ่งมีนัยสำคัญโดยตรงต่อประเทศไทยที่มีรายงานบ่งชี้ว่ามีพลาสติกไหลลงสู่แหล่งน้ำมาก
2. MARPOL Annex V: การควบคุมขยะจากเรือ
MARPOL Annex V เป็นกลไกหลักในการควบคุมขยะจากเรือ โดยมีหลักทั่วไป คือ ห้ามปล่อยขยะลงทะเล เว้นแต่กรณีที่อนุสัญญากำหนดข้อยกเว้นไว้ และมีข้อห้ามโดยเฉพาะต่อการปล่อยพลาสติกลงทะเล รวมถึงเครื่องมือประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหายจากเรือ
3. London Convention และ London Protocol
London Convention และ London Protocol มีวัตถุประสงค์ควบคุมการทิ้งของเสียลงทะเล ตามหลัก precautionary approach โดยกำหนดห้ามทิ้งหรือการจงใจนำของเสียหรือวัสดุไปทิ้งในทะเลจากเรือ อากาศยาน แท่น หรือโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น เว้นแต่รายการหรือกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้ง
4. Basel Convention: การควบคุมการเคลื่อนย้ายขยะพลาสติกข้ามแดน
Basel Convention มีบทบาทสำคัญในกรณีที่ขยะพลาสติกถูกนำเข้า ส่งออก หรือผ่านแดน โดยการแก้ไขภาคผนวก II, VIII และ IX ในปี 2562 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 ได้ขยายขอบเขตและทำให้การควบคุมขยะพลาสติกมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่อยู่ภายใต้ระบบ Prior Informed Consent (PIC) และข้อกำหนดด้านการจัดการของเสียอย่างถูกต้องตามหลักสิ่งแวดล้อม
Basel Convention เป็นกรอบหลักเกณฑ์ที่เสริม UNCLOS และ MARPOL กล่าวคือ ขณะที่ UNCLOS มุ่งป้องกันมลพิษทางทะเลในภาพรวม และ MARPOL มุ่งควบคุมขยะจากเรือ Basel มุ่งควบคุม “การเคลื่อนย้ายของเสียข้ามพรมแดน” ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ขยะพลาสติกสามารถรั่วไหลเข้าสู่ระบบการจัดการของเสียและสิ่งแวดล้อมได้
กลไกการจัดการขยะพลาสติกตามกรอบกฎหมายทะเล
กรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นกลไกการจัดการขยะพลาสติกแบ่งเป็น 6 กลุ่ม ดังนี้
1. กลไกป้องกันและลดขยะตั้งแต่ต้นทาง มุ่งลดการผลิตและการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นในกระบวนการจัดทำตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยมลพิษจากพลาสติก ซึ่ง UNEP กำหนดให้การจัดการครอบคลุม ตลอดวงจรชีวิตของพลาสติก ตั้งแต่การผลิต การออกแบบ ไปจนถึงการกำจัด
2. กลไกควบคุมแหล่งกำเนิดบนบก เป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศชายฝั่ง เพราะขยะพลาสติกจำนวนมากสามารถไหลจากพื้นที่เมือง ชุมชน อุตสาหกรรม และแม่น้ำลงสู่ทะเล ดังเช่น มาตรา 207 UNCLOS กำหนดให้รัฐต้องมีกฎหมายและมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งบนบก ขณะที่มาตรา 213 กำหนดหน้าที่ในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว
3. กลไกควบคุมจากเรือและกิจกรรมทางทะเล การห้ามทิ้งพลาสติก การจัดทำแผนจัดการขยะบนเรือ การบันทึกขยะ การตรวจเรือ และการจัดระบบรับขยะที่ท่าเรือ ตาม MARPOL Annex V
4. กลไกควบคุมเครื่องมือประมง เช่น อวน เชือก และอุปกรณ์ประมงที่สูญหายหรือถูกทิ้ง เป็นขยะพลาสติกที่มีความเสี่ยงต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศโดยตรง โดยแนวทางของ IMO มุ่งเพิ่มการติดตามเครื่องมือประมง การแจ้งการสูญหาย การนำเครื่องมือที่เก็บกู้ได้กลับเข้าสู่ระบบรับขยะ และการสร้างแรงจูงใจให้เรือประมงนำขยะกลับขึ้นฝั่ง
5. กลไกการควบคุมการเคลื่อนย้ายขยะข้ามแดน โดย Basel Convention กำหนดควบคุมการนำเข้า ส่งออก และผ่านแดนของขยะพลาสติกบางประเภท โดยเน้นการแจ้งและยินยอมล่วงหน้า การป้องกันการเคลื่อนย้ายที่ผิดกฎหมาย และการจัดการของเสียอย่างถูกต้องตามหลักสิ่งแวดล้อม
ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลไม่สามารถแก้ไขได้โดยรัฐใดรัฐหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีการแลกเป6. กลไกความร่วมมือและการบังคับใช้ ลี่ยนข้อมูล การติดตามแหล่งกำเนิด การวิจัย การพัฒนามาตรฐาน และความร่วมมือระดับภูมิภาค
สถานการณ์ปัญหา ความท้าทายของประเทศไทย
ประเทศไทยมีกรอบนโยบายเกี่ยวข้องกับการจัดการขยะพลาสติก คือ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561–2573 ซึ่งกำหนดเป้าหมายลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวบางประเภท และมุ่งเพิ่มการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยด้านทะเล มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น กรมเจ้าท่า กรมประมง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย IMO ระบุว่าประเทศไทยมีการจัดตั้ง National Task Force และมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดทำ National Action Plan และกิจกรรมด้าน Port Reception Facilities ภายใต้กรอบ GloLitter
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านไมโครพลาสติกและผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีข้อเสนอแนวทางที่ครอบคลุมการป้องกัน การตรวจติดตาม และการกำจัด/ลดไมโครพลาสติกในระบบนิเวศ ส่วนประเด็นการเคลื่อนย้ายขยะข้ามแดน ประเทศไทยกำลังยกระดับการควบคุมขยะพลาสติกภายใต้กรอบ Basel Convention โดยเฉพาะการควบคุมขยะพลาสติกประเภท Y48 และ Y49 และการตรวจสอบการนำเข้าและนำผ่านขยะที่มีความเสี่ยง
ประเด็นความท้าทายสำหรับประเทศไทย
1. “การแยกส่วนของระบบกฎหมาย”
ประเทศไทยมีกฎหมาย และมาตรการเกี่ยวกับขยะและขยะพลาสติกหลายชุด มีลักษณะแยกส่วนจากกัน (sectoral regulation) ในขณะที่ขยะพลาสติกมีลักษณะ “เคลื่อนที่ข้ามพรมแดน และขอบเขตอำนาจ” เช่น พลาสติกจากชุมชนสามารถเข้าสู่คลอง แม่น้ำ ปากแม่น้ำ และทะเล จึงไม่สอดคล้องกับการแบ่งอำนาจตามหน่วยงานเพียงอย่างเดียว
จุดอ่อนสำคัญ คือ การขาดกลไกบูรณาการตลอดวงจรชีวิตของพลาสติกและตลอดเส้นทางจากบกสู่ทะเล
2. ควรเปลี่ยนจาก “Marine Cleanup” เป็น “Marine Plastic Prevention”
การเก็บขยะชายหาดหรือการเก็บขยะในทะเลมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูพื้นที่ แต่ไม่สามารถทดแทนมาตรการป้องกันการรั่วไหลจากต้นทางได้ ในเชิงนโยบายจึงควรจัดลำดับมาตรการเป็น
ลดการเกิด → ใช้ซ้ำ → ออกแบบเพื่อรีไซเคิล → เก็บรวบรวม → รีไซเคิล → กำจัด → ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มากกว่าการให้น้ำหนักกับการเก็บขยะในทะเลหลังจากที่ขยะได้รั่วไหลออกมาแล้ว
3. ท่าเรือควรเป็น “จุดควบคุมเชิงยุทธศาสตร์”
ภายใต้ MARPOL Annex V การมีระบบ Port Reception Facilities เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อประสิทธิผลของข้อห้ามทิ้งขยะลงทะเล ประเทศไทยจึงควรพัฒนาท่าเรือให้เป็น Marine Waste Control Hub โดยมีระบบรับขยะที่แยกประเภท ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบตรวจเรือและระบบกำกับดูแลขยะของประเทศ
4. เครื่องมือประมงควรได้รับการจัดการเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิต”
เครื่องมือประมงพลาสติกแตกต่างจากขยะทั่วไป เนื่องจากสามารถสร้างผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตได้แม้อยู่ในทะเลเป็นเวลานาน ประเทศไทยจึงควรนำแนวทาง IMO ที่เน้นการลดขยะพลาสติกจากเรือประมงและส่งเสริมการเก็บคืนเครื่องมือประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและกฎหมายสำหรับประเทศไทย
ข้อเสนอที่ 1: จัดทำ “กฎหมายแม่บทว่าด้วยการจัดการพลาสติกตลอดวงจรชีวิต”
ควรพิจารณาพัฒนากฎหมายหรือกลไกทางกฎหมายกลางที่เชื่อมโยงการผลิต การบริโภค การจัดการของเสีย การรีไซเคิล การนำเข้า–ส่งออก และการป้องกันการรั่วไหลสู่ทะเล โดยกฎหมายดังกล่าว ควรกำหนดความรับผิดชอบของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ใช้ ผู้ประกอบการจัดการของเสีย ท่าเรือ และหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจน
ข้อเสนอที่ 2: นำหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) มาใช้กับพลาสติกที่มีความเสี่ยงต่อทะเล
ควรขยายระบบ EPR ให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์พลาสติกและผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม โดยให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีส่วนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บรวบรวม คัดแยก รีไซเคิล และจัดการผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน
รายได้จากระบบดังกล่าวอาจนำมาใช้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาล ระบบดักขยะในแม่น้ำ และการจัดการขยะทะเล
ข้อเสนอที่ 3: จัดตั้งระบบ “River-to-Sea Plastic Control”
UNCLOS มาตรา 207 ให้ความสำคัญกับมลพิษจากแหล่งบนบกและแม่น้ำ จึงควรพัฒนาระบบควบคุมขยะพลาสติกตามลุ่มน้ำ โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำ–เมือง–ปากแม่น้ำ–ชายฝั่ง โดยมีกลไกและมาตรการต่างๆ
- จุดตรวจวัดและเก็บข้อมูลขยะพลาสติก
- ระบบดักขยะในคลองและแม่น้ำ
- ฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดขยะ
- การกำหนดตัวชี้วัดปริมาณพลาสติกที่ไหลลงทะเล
- ระบบติดตามผลแบบรายพื้นที่
ข้อเสนอที่ 4: ยกระดับ Port Reception Facilities ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
ควรกำหนดมาตรฐานกลางสำหรับท่าเรือทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะ เรื่องดังการแยกขยะพลาสติก, เครื่องมือประมง, ระบบชั่งและบันทึกปริมาณขยะ, ระบบรับรองการส่งมอบขยะ, ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรมและโปร่งใส
ข้อเสนอที่ 5: พัฒนาระบบ EPR สำหรับเครื่องมือประมง
ควรพิจารณาระบบ Fishing Gear EPR/Deposit-Return Scheme โดยให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องมือประมงมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการจัดการเครื่องมือเมื่อหมดอายุการใช้งาน
ข้อเสนอที่ 6: พัฒนาฐานข้อมูล “Marine Plastic Leakage Inventory”
การพัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลระดับประเทศที่ตอบคำถามได้ว่า ขยะพลาสติกมาจากไหน → เคลื่อนที่ผ่านเส้นทางใด → เข้าสู่ทะเลเท่าใด → ประเภทใด → ใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง → จัดการได้เท่าใด
ข้อเสนอที่ 7: พัฒนากลไกบังคับใช้แบบ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ”
ควรพัฒนามาตรการทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมายควบคู่กัน ได้แก่ ค่าธรรมเนียม การวางเงินประกัน ค่าปรับ ค่าธรรมเนียมการจัดการ และระบบจูงใจ โดยออกแบบให้ต้นทุนของการปล่อยพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปยังผู้ที่ก่อให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดมลพิษ
ข้อเสนอที่ 8: เตรียมกฎหมายไทยให้รองรับกรอบระหว่างประเทศฉบับใหม่
ควรมีกระบวนการศึกษาวิเคราะห์ gap analysis กฎหมายไทย เพื่อเตรียมความพร้อมด้านนิยาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ EPR การรายงานข้อมูล การจัดการของเสีย การเคลื่อนย้ายข้ามแดน และมาตรการลดการรั่วไหลสู่ทะเล เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการจัดทำตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยมลพิษจากพลาสติกภายใต้ UNEP ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 และมีเป้าหมายให้เกิดเครื่องมือทางกฎหมายที่ครอบคลุมมลพิษจากพลาสติกตลอดวงจรชีวิต รวมถึงมิติทางทะเล
ข้อเสนอเชิงโครงสร้าง: จาก “หลายหน่วยงาน” สู่ “ระบบกำกับดูแลเดียว”
ในระยะยาว ควรพัฒนากลไก National Marine Plastic Governance Mechanism โดยมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานและกำหนดเป้าหมายร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยโครงสร้างสำคัญที่ประกอบด้วย Policy – Regulation – Implementation - Data & Monitoring เชื่อมประสานกันทั้งระบบ
กฎหมายทะเลมิได้กำหนดให้การจัดการขยะพลาสติกเป็นเพียงภารกิจของหน่วยงานทางทะเล แต่กำหนดให้รัฐต้องควบคุมมลพิษจากทุกแหล่ง โดยเฉพาะแหล่งบนบกและกิจกรรมจากเรือ
ประเทศไทยมีพื้นฐานทางนโยบายและกฎหมายที่สามารถต่อยอดได้ แต่การยกระดับการจัดการขยะพลาสติกตามกรอบกฎหมายทะเลจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการบริหาร “ขยะ” แบบแยกส่วน ไปสู่ ระบบกำกับดูแลพลาสติกตลอดวงจรชีวิต (life-cycle governance) ที่เชื่อมโยงแผ่นดิน–แม่น้ำ–ชายฝั่ง–ทะเล และเชื่อมโยงกฎหมายภายในกับพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีการป้องกันการรั่วไหลเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ไม่ใช่เพียงปริมาณขยะที่สามารถเก็บกลับคืนมา
โดย

11 ต.ค. 2569