BHR คืออะไร มีบทบาทสำคัญอย่างไรกับธุรกิจไทย

Last updated: 11 ต.ค. 2569  |  12 จำนวนผู้เข้าชม  | 

BHR คืออะไร มีบทบาทสำคัญอย่างไรกับธุรกิจไทย

          BHR หรือที่เรียกว่า Business and Human Rights หรือภาษาไทยแปลว่า “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” หมายถึง การประกอบธุรกิจที่จะต้องคำนึงถึงการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล หรือที่เรียกว่า “สิทธิมนุษยชน” โดยแนวความคิดดังกล่าวนี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี ค.ศ.2008 โดยศาสตราจารย์จอห์น รักกี้ (John Ruggie) จากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอรายงานต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.2008 ในการคุ้มครองสิทธิมุษยชนในการประกอบธุรกิจของบรรษัทข้ามชาติ (Transnational corporations) และองค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Business enterprises)

          เหตุผลประการสำคัญที่รายงานฉบับดังกล่าวนี้ได้เสนอให้มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินธุรกิจขององค์กรธุรกิจนั้นเพราะองค์กรธุรกิจอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยง่ายเนื่องจากยังคงขาดความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมทางธุรกิจกับการควบคุมการดำเนินการของรัฐเพื่อมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือที่เรียกว่าหลักธรรมาภิบาลในการประกอบธุรกิจ

          รายงานของศาสตราจารย์รักกี้ ได้เสนอกรอบแนวความคิดในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับองค์กรธุรกิจ คือ การคุ้มครอง (Protect) การเคารพสิทธิมนุษยชน (Respect) และการเยียวยาหากเกิดละเมิดสิทธิมนุษยชน (Remedy) โดยไม่เพียงแต่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องคำนึงถึงกรอบแนวความคิดทั้งสามนี้ หากแต่ยังคงให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจ (Stakeholders) ด้วยเช่นเดียวกัน

          ต่อมา กรอบแนวความคิดนี้ได้รับการกำหนดให้เป็นแนวทางปฏิบัติโดยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดไว้ เรียกว่า The United Nations Guiding Practices: UNGPs ซึ่งแม้ว่าแนวทางปฏิบัตินี้จะกำหนดบทบาทหน้าที่ไว้อย่างแตกต่างกัน แต่ถือได้ว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชนในการเคารพสิทธิมนุษยชนไปด้วยกัน กล่าวคือ รัฐ ย่อมมีหน้าที่ในการคุ้มครองการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยบุคคลที่สามรวมถึงการกระทำที่เกิดจากองค์กรธุรกิจ ในเวลาเดียวกัน องค์กรธุรกิจก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและหากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นจะต้องมีช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงการเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย

          ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า หลักการที่สำคัญของ BHR ภายใต้แนวทางปฏิบัติแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ หรือ UNGPs ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ เสาหลักที่หนึ่ง เสาแห่งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ออกกฎหมาย กฎเกณฑ์ และระเบียบสำหรับองค์กรในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดจากการละเมิดของรัฐเอง หรือจากองค์กรธุรกิจ หรือจากบุคคลที่สาม หรือที่เรียกว่าห่วงโซ่คุณค่าขององค์กรธุรกิจ (Value chain) เสาหลักที่สอง การเคารพในสิทธิมนุษยขนซึ่งองค์กรธุรกิจจะต้องกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ การประกาศแผนการดำเนินการที่ประกาศให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจนั้นได้มีการเฝ้าระวังเพื่อมิให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร และเสาหลักที่สาม คือการเยียวยาความเสียหายไม่ว่าจะเป็นวิธีการที่รัฐกำหนด เช่น การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เหมาะสม หรือโดยองค์กรธุรกิจเองที่เป็นกระบวนการเยียวยาที่รวดเร็ว เหมาะสม และมีประสิทธิภาพแม้จะเป็นกระบวนการที่เรียบง่ายที่สุด เช่น การกล่าวขออภัย ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่ง่ายที่สุด โดยกระบวนการที่นำมาใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้การดำเนินกิจกรรมขององค์กรธุรกิจนั้นละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนนั้นคือ การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านที่เรียกว่า Human Rights Due Diligence: HRDD

          องค์กรธุรกิจได้ประโยชน์จาก BHR ในด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างความยั่งยืน และการลดความเสี่ยงในการดำเนินกิจการ กล่าวคือ ประการแรก สามารถช่วยให้องค์กรธุรกิจนั้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภายในประเทศและระดับระหว่างประเทศได้ เพราะจะเป็นเครื่องมือในการยกระดับมาตรฐานองค์กรให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระดับสากล สามารถดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก ESG (สิ่งแวดล้อม: Environment สังคม: Society และธรรมาภิบาล: Governance) ประการที่สอง ช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดี นั่นคือ หากองค์กรธุรกิจนั้นมีการดูแลพนักงานและห่วงโซ่คุณค่าอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม จะช่วยในการเพิ่มประสิทธภาพในการทำงานและลดต้นทุนจากความขัดแย้ง หรือการฟ้องร้องดำเนินคดี ประการที่สาม ช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจของตนไม่ว่าจะเป็นพนักงานของตนเอง ลูกค้า องค์กรคู่ค้าและชุมชนรอบข้างองค์กรธุรกิจนั้น ประการที่สี่ มีส่วนช่วยในการยกระดับตราสินค้าและองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ป้องกันความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจอันจะนำมาซึ่งการยอมรับและความน่านับถือของตราสินค้าและองค์กร และประการสุดท้าย ช่วยให้องค์กรธุรกิจลดความเสี่ยงในทางกฎหมายได้ โดยช่วยให้องค์กรสามารถประเมินและรับมือกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับคนและสังคมได้อย่างทันท่วงที

          ดัวยเหตุนี้ การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน องค์กรธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทย หากต้องการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าในระดับสากลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเอาหลักการของ BHR มาปรับใช้ในองค์กรธุรกิจของตนเองเพื่อการพัฒนาองค์กรธุรกิจได้อย่างอยั่งยืนอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทสได้เป็นอย่างดี


โดย 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสมัครหลักสูตร , สัมมนา , โครงการ ของสถาบันพระปกเกล้า  และ  นโยบายคุกกี้