Last updated: 11 ต.ค. 2569 | 12 จำนวนผู้เข้าชม |
บทนำ
รัฐบาลผสม (Coalition government) มิใช่ภาวะผิดปกติหรือความบกพร่องของระบบรัฐสภา หากแต่เป็นรูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลที่ปรากฏเป็นปกติในประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ เนื่องจากระบบเลือกตั้งที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นทางการเมืองเข้าสู่รัฐสภาได้มากขึ้น ย่อมทำให้จำนวนพรรคการเมืองในสภามากขึ้นตามไปด้วย จนไม่มีพรรคใดครอบครองเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งได้เพียงลำพัง การจัดตั้งรัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากเสียงข้างมากจึงต้องอาศัยการเจรจาตกลงร่วมกันของพรรคการเมืองตั้งแต่สองพรรคขึ้นไป บทความนี้สรุปสาระสำคัญของกรอบแนวคิดว่าด้วยการจัดตั้งรัฐบาลผสมในระบบรัฐสภา อันเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง “กลไกทางรัฐธรรมนูญทีส่งเสริมประสิทธิภาพในกระบวนการนิติบัญญัติให้กับรัฐบาลผสมทีไม่มีเสถียรภาพ” ของสถาบันพระปกเกล้า โดยบทความนี้มุ่งอธิบายสาระคัญเกี่ยวกับรัฐบาลผสมในสามเรื่อง ได้แก่ รัฐบาลผสมมีที่ทางอย่างไรในทางรัฐธรรมนูญ ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยกระบวนการและกลยุทธ์แบบใด และมีกลไกใดกำกับให้รัฐบาลทำงานสอดคล้องกับข้อตกลงอันเป็นรากฐานของการจัดตั้งรัฐบาลนั้น
1. ที่ทางของรัฐบาลผสมในทางรัฐธรรมนูญ
ระบบรัฐสภา (Parliamentary system) เป็นระบบที่จัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภาไว้อย่างใกล้ชิดภายใต้หลักการแบ่งแยกอำนาจ โดยกำหนดให้ที่มาขององค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและผู้ใช้อำนาจบริหารเชื่อมโยงกัน (power-sharing) กล่าวคือ รัฐบาลจะถูกแต่งตั้ง บริหารราชการแผ่นดิน และถูกถอดถอน บนฐานของความไว้วางใจและการลงมติของรัฐสภา ผลการเลือกตั้งและสัดส่วนของพรรคการเมืองในสภาจึงส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน และความสำเร็จในการผลักดันนโยบาย
องค์ประกอบสำคัญของระบบนี้ในทางรัฐธรรมนูญ ได้แก่ การแยกอำนาจบริหารเป็นอำนาจคู่ระหว่างประมุขของรัฐกับหัวหน้ารัฐบาล การให้สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน การให้หัวหน้ารัฐบาลมาจากการลงมติของสภาและอาจถูกถอดถอนโดยสภาได้ การกำหนดให้คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรกลุ่มที่ตัดสินใจร่วมกัน การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมักมีสถานะเป็นสมาชิกรัฐสภา และการให้นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำต่อประมุขของรัฐให้ยุบสภาได้
ด้วยโครงสร้างเช่นนี้ รัฐบาลในระบบรัฐสภาจึงมีลักษณะเป็น “รัฐบาลโดยพรรคการเมือง” (Party Government) ค่อนข้างสูง กล่าวคือ การตัดสินใจหลักของรัฐบาลกระทำโดยบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งผ่านระบบพรรคการเมืองหรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลเหล่านั้น การกำหนดนโยบายต้องเกิดจากกระบวนการภายในพรรคหรือการเจรจาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีต้องมาจากภายในพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลและรับผิดชอบต่อประชาชนผ่านพรรคเหล่านั้นในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การทำความเข้าใจระบบรัฐสภาจึงแยกไม่ขาดจากการทำความเข้าใจการเมืองของพรรคการเมือง
เมื่อจำแนกประเภทของรัฐบาลตามจำนวนพรรคการเมืองที่เข้าร่วมจัดตั้ง จะแบ่งได้เป็นสองประเภท ประเภทแรก คือ รัฐบาลพรรคเดียว (Single party government) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภา กระบวนการจัดตั้งมักใช้เวลาไม่นานและมีแนวโน้มรวมศูนย์อำนาจไว้ที่นายกรัฐมนตรี เพราะสามารถเลือกและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องต่อรองกับพรรคอื่น ประเภทที่สอง คือ รัฐบาลผสม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด จึงต้องอาศัยการรวมตัวของพรรคการเมืองหลายพรรคเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากเสียงส่วนใหญ่ในสภา
รัฐบาลทั้งสองประเภทยังจำแนกได้อีกชั้นหนึ่งตามฐานเสียงสนับสนุน โดยส่วนใหญ่มีสถานะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก (Majority government) แต่ในบางกรณีอาจปรากฏรัฐบาลเสียงข้างน้อย (Minority government) คือรัฐบาลที่พรรคร่วมรัฐบาลมีที่นั่งรวมกันไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แต่ยังบริหารประเทศอยู่ได้เพราะได้รับการผ่อนปรนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ในลักษณะ confidence and supply ซึ่งทำให้การดำรงอยู่ การผลักดันนโยบาย และการผ่านงบประมาณแผ่นดิน ต้องอาศัยการประนีประนอมและการเจรจาต่อรองเป็นรายกรณีอย่างต่อเนื่องกับพรรคการเมืองที่มิได้ร่วมรัฐบาล
2. กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลผสมสามขั้นตอน
กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลผสมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญสามประการ ได้แก่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การที่รัฐบาลถูกลงมติไม่ไว้วางใจ และการที่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยการลาออกหรือด้วยผลของกฎหมาย จากนั้นกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีจะดำเนินไปตามสามขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนแรก การแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล (Selection of Proposer) เพื่อจัดสรรรายชื่อบุคคลจากพรรคต่าง ๆ เข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ซึ่งทำได้สองรูปแบบ รูปแบบที่เป็นทางการ (Formal) มุ่งไปที่การเสนอชื่อบุคคลให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเพื่อเสนอต่อประมุขของรัฐแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วจึงให้ผู้นั้นจัดสรรสัดส่วนตำแหน่งต่อไป ส่วนรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ (Informal) พรรคการเมืองจะแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่เจรจาและตกลงเรื่องตัวนายกรัฐมนตรีกับสัดส่วนตำแหน่งให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เมื่อมีแนวโน้มว่าจะสำเร็จจึงค่อยเสนอรายชื่อต่อประมุขของรัฐ
ขั้นตอนที่สอง กระบวนการเจรจาทางการเมืองอย่างเสรีเพื่อจัดสรรบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคที่ถูกเชิญให้มาร่วมรัฐบาล ขั้นตอนนี้เป็นหัวใจของการจัดตั้งรัฐบาลผสมและเป็นจุดที่กลยุทธ์ทางการเมืองถูกใช้มากที่สุด
ขั้นตอนที่สาม กระบวนการลงมติในรัฐสภา (Parliamentary Vote) เมื่อตกลงกันได้แล้ว ข้อเสนอการจัดตั้งรัฐบาลจะถูกนำเข้าสู่สภาเพื่อลงมติรับรองการเสนอชื่อบุคคลให้ประมุขของรัฐแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับความไว้วางใจจากเสียงข้างมากในสภาเท่านั้น
3. กลยุทธ์ในการจัดสรรกระทรวง: หัวใจของการเจรจา
การตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลของพรรคการเมืองว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลผสมหรือไม่ในขั้นตอนที่สองนั้น อยู่ภายใต้กรอบกลยุทธ์ในการจัดสรรกระทรวง (Portfolio Allocation Strategy) ซึ่งตั้งอยู่บนมุมมองว่าตำแหน่งรัฐมนตรีมิใช่ “รางวัล” ของพรรคการเมือง หากแต่เป็นกลไกด้านบริหารที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนนโยบายที่พรรคได้ให้สัญญาไว้กับประชาชนให้บังเกิดผลจริง โดยมีปัจจัยสำคัญสี่ประการ
ปัจจัยแรก การแบ่งอำนาจภายในรัฐบาลตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการกำหนดนโยบายและการบริหารกระทรวงเป็นดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงนั้น พรรคการเมืองจึงต้องถือครองตำแหน่งในกระทรวงที่ส่งสัญญาณอันน่าเชื่อถือต่อผู้เลือกตั้งของพรรคได้ว่านโยบายที่สัญญาไว้จะถูกนำไปปฏิบัติจริง
ปัจจัยที่สอง ความเชื่อมโยงระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ ที่ได้รับจัดสรรว่าจะทำงานประสานกันเพื่อผลักดันนโยบายของพรรคได้เพียงใด เพราะนโยบายหนึ่งเรื่องมักต้องอาศัยอำนาจของหลายกระทรวงประกอบกัน
ปัจจัยที่สาม การพิจารณาว่าพรรคใดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด (Strong party) และเป็นแกนนำในการจัดสรรตำแหน่ง เพื่อประเมินว่าการผลักดันนโยบายของพรรคแกนนำจะทับซ้อนหรือปิดกั้นมิให้พรรคอื่นได้ตำแหน่งที่จำเป็นต่อนโยบายของตนหรือไม่
และปัจจัยที่สี่ การคาดการณ์เสถียรภาพของรัฐบาลผสมที่จะจัดตั้งขึ้น ทั้งในแง่จำนวนเสียงข้างมากที่ลงมติไว้วางใจ จำนวนพรรคที่เข้าร่วม และความเป็นกลาง (Median) ของแนวนโยบายว่าเพียงพอจะรวบรวมเสียงในสภาไว้ได้หรือไม่ การจัดสรรกระทรวงจึงเป็นกลยุทธ์ในการวางหมากและตกลงเชิงนโยบาย เพื่อรักษาอำนาจของรัฐบาลในสภาและบริหารดุลอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลให้เกิดรัฐบาลที่มั่นคง (Equilibrium)
4. เมื่อรัฐบาลผสมต้องขับเคลื่อนนโยบายและตรากฎหมาย
ลักษณะการจัดตั้งรัฐบาลข้างต้นส่งผลโดยตรงต่อวิธีทำงานของฝ่ายบริหาร การผลักดันนโยบายของนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภามิได้เป็นการดำเนินงานแบบผู้นำเดี่ยว (unipersonal) เช่นประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงและเป็นอิสระจากการเมืองในรัฐสภาค่อนข้างมาก หากแต่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงสองประการ คือ ฝ่ายบริหารไม่เป็นอิสระจากรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีมีลักษณะเป็นองค์กรกลุ่ม (Collegial organs) ที่การใช้อำนาจต้องผ่านการอภิปรายและเห็นชอบร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภาจึงมีสถานะเป็น “รัฐมนตรีอันดับหนึ่งในบรรดารัฐมนตรีที่เท่าเทียมกัน” (First among Equals) ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายและประสานกำกับการบริหารรายกระทรวงให้สอดคล้องกัน ความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีจึงใกล้เคียงกับสมาชิกร่วมองค์กรมากกว่าผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา และการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีเป็นการตัดสินใจร่วมกัน (Collective decisions) ความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการแสดงเหตุผลและโน้มน้าวใจของนายกรัฐมนตรีต่อผู้เล่นทางการเมืองทั้งหมด ทั้งกลุ่มอำนาจในพรรคของตน รัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาล และเสียงข้างมากในรัฐสภา
ข้อสังเกตนี้มีนัยสำคัญยิ่งต่อกระบวนการนิติบัญญัติ ข้อมูลเชิงสถิติของ Inter-Parliamentary Union (IPU) ซึ่งสำรวจร่างกฎหมายที่เสนอและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาของ 16 ประเทศในยุโรประหว่าง ค.ศ. 1978–1982 พบว่าประมาณร้อยละ 90–100 ของกฎหมายทั้งหมดเป็นร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี กล่าวได้ว่าในทางความเป็นจริงกระบวนการตรากฎหมายของรัฐสภาเป็นกระบวนการที่ถูกควบคุมโดยคณะรัฐมนตรี การทำความเข้าใจกระบวนการยกร่างกฎหมายภายในฝ่ายบริหารจึงเป็นกุญแจสำคัญต่อการทำความเข้าใจการตรากฎหมายในระบบรัฐสภา ซึ่งเมื่อสำรวจระบบกฎหมายต่างประเทศอาจแบ่งออกได้เป็นสองระบบ
ระบบแรก คือ ระบบแบบอังกฤษ (The Anglo-Saxon System) ซึ่งรวมศูนย์ภารกิจยกร่างไว้ที่หน่วยงานทางกฎหมายของรัฐเพียงหน่วยงานเดียว พร้อมกับแบ่งแยกองค์กรผู้กำหนดนิตินโยบายออกจากองค์กรผู้ยกร่างอย่างชัดเจน โดยในแต่ละปีคณะรัฐมนตรีจะให้กระทรวงต่าง ๆ แจ้งเจตจำนงว่าประสงค์จะเสนอร่างกฎหมายฉบับใด แล้วรวบรวมเป็นแผนการตรากฎหมายประจำปีของรัฐบาล จากนั้นจึงนำแผนไปตกลงเรื่องการบรรจุวาระร่วมกับประธานสภาและผู้นำวิป เมื่อได้ข้อตกลงเรื่องร่างกฎหมายและกรอบเวลาแล้ว จึงส่งต่อให้หน่วยงานยกร่าง ซึ่งในสหราชอาณาจักรคือ The Parliamentary Counsel ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบที่กำหนด
ระบบที่สอง คือ ระบบแบบภาคพื้นทวีปยุโรป (The Continental European Drafting System) ซึ่งกระจายความรับผิดชอบในการยกร่างไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็นสามกระบวนการ ได้แก่ การยกร่างโดยฝ่ายกฎหมายประจำกระทรวงและเสนอให้รัฐมนตรีเห็นชอบ การคัดกรองโดยหน่วยงานที่ดูแลงานกฎหมายของรัฐบาล ซึ่งในเยอรมนีคือสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนในฝรั่งเศสคือสภาแห่งรัฐ (the Council of State) เพื่อตรวจสอบรูปแบบและเนื้อหาพร้อมวิเคราะห์ภาระงบประมาณ และการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีให้เป็นร่างกฎหมายของรัฐบาล
ทั้งสองระบบแตกต่างอย่างชัดเจนจากระบบประธานาธิบดี ซึ่งอำนาจบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติเป็นอิสระต่อกันและงานร่างกฎหมายอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาเป็นสำคัญ ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติควบคุมวาระการพิจารณาของตนเองได้ ในทางกลับกัน การผลักดันร่างกฎหมายของรัฐบาลในระบบรัฐสภามีธรรมชาติใกล้เคียงกับการผลักดันนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินและต้องอาศัยการวางหมากทางการเมืองเช่นเดียวกัน ประสิทธิภาพในการกำกับเสียงข้างมากในรัฐสภา พรรคแกนนำ และพรรคร่วมรัฐบาล จึงเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการตรากฎหมายอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน หากรัฐบาลขาดเสถียรภาพทางการเมือง กระบวนการตรากฎหมายย่อมล่าช้า มีจำนวนน้อย และไม่ทันต่อการรับมือปัญหาของประเทศไปด้วย
5. กลไกกำกับการทำงานของรัฐบาลผสม
ในทางทฤษฎีได้อธิบายกลไกที่ทำหน้าที่ควบคุมให้รัฐบาลผสมดำเนินการตามข้อตกลงอันเป็นรากฐานของการจัดตั้งรัฐบาลไว้สามกลไกสำคัญ
กลไกแรก การกำกับรัฐบาลผสมโดยพรรคการเมือง พรรคการเมืองถือเป็นผู้เล่นที่สำคัญที่สุดในการกำกับให้รัฐบาลดำเนินการสอดคล้องกับข้อตกลงนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองมีแรงขับเคลื่อนจากยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่ต้องทำให้นโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนบังเกิดผลจริง โดยมีแรงจูงใจสำคัญคือความต้องการได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในสมัยถัดไป
กลไกที่สอง ห่วงโซ่แห่งการมอบอำนาจ (chain of delegation) ซึ่งมองว่าเนื้อแท้ของระบบรัฐสภาคือห่วงโซ่ที่เชื่อมต่อกันมิขาดสายระหว่างประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจกับองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐ แบ่งได้เป็นสี่ระดับ คือ การมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้แก่ผู้แทน จากสมาชิกรัฐสภาให้แก่นายกรัฐมนตรี จากคณะรัฐมนตรีให้แก่รัฐมนตรีในการควบคุมการบริหารราชการในกระทรวง และจากรัฐมนตรีให้แก่ข้าราชการพลเรือนในการบังคับใช้กฎหมายและจัดทำบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ในแต่ละระดับทำหน้าที่ควบคุมกันและกันผ่านเครื่องมือตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เช่น การออกเสียงเลือกตั้ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจและกลไกกรรมาธิการ อำนาจแต่งตั้งถอดถอนรัฐมนตรีและกำกับทิศทางนโยบาย ตลอดจนอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการพลเรือน
กลไกที่สาม ข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสม (coalition agreements) ซึ่งทำหน้าที่ทั้งเป็นกลไกจัดตั้งรัฐบาลและกลไกควบคุมความประพฤติของพรรคร่วมรัฐบาลไปพร้อมกัน ข้อตกลงดังกล่าวมีสถานะเป็นข้อตกลงทางการเมืองที่มิใช่สัญญาในทางกฎหมาย (Non-legal contracts) โดยกำหนดกรอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินและแผนการตรากฎหมายของรัฐบาลผสม พร้อมรายละเอียดของสิ่งที่รัฐมนตรีแต่ละคนต้องดำเนินการตลอดอายุของสภา แม้การเจรจาจัดทำข้อตกลงมักกระทำเป็นการภายใน แต่เมื่อบรรลุข้อตกลงแล้วมักถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านการแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้สาธารณชนทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างความรับผิดทางการเมือง เพราะหากรัฐมนตรีหรือพรรคร่วมรัฐบาลใดไม่ปฏิบัติตาม พรรคแกนนำหรือพรรคร่วมอื่นย่อมใช้มาตรการทางการเมืองกดดันจนกระทบต่อความนิยมของผู้นั้นได้ และหากละเมิดอย่างร้ายแรง ยังใช้เป็นเหตุผลในการคัดสรรพรรคร่วมรัฐบาลใหม่หรือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ด้วย
บทส่งท้าย
กรอบแนวคิดข้างต้นชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลผสมเป็นผลลัพธ์ตามปกติของระบบเลือกตั้งที่เปิดกว้าง และการทำงานของรัฐบาลผสมตั้งอยู่บนฐานการเจรจาต่อรองที่มีกลยุทธ์การจัดสรรกระทรวงเป็นแกนกลาง เมื่อคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรกลุ่ม และร่างกฎหมายเกือบทั้งหมดมาจากฝ่ายบริหาร ประสิทธิภาพของกระบวนการนิติบัญญัติจึงมิใช่เรื่องของกระบวนพิจารณาในสภาเพียงอย่างเดียว หากเป็นภาพสะท้อนของความสามารถในการบริหารจัดการทางการเมืองระหว่างพรรคแกนนำ พรรคร่วมรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และเสียงข้างมากในรัฐสภา
ด้วยเหตุนี้ แนวทางแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพของรัฐบาลผสมจึงแยกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรก คือ การแก้ไขในทางการเมือง ผ่านการเพิ่มความเข้มแข็งของพรรคการเมือง การสร้างความรับผิดชอบทางการเมืองต่อผู้เล่นทั้งระบบ และการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนที่สอง คือ การแก้ไขกระบวนการนิติบัญญัติบนฐานคิดแบบ “รัฐสภาที่มีเหตุผล” (Rationalizing Parliament) ซึ่งเสริมความเข้มแข็งของรัฐบาลและลดทอนอำนาจของรัฐสภาลงในบางด้าน เช่น การเพิ่มช่องทางพิเศษในการพิจารณากฎหมาย
เอกสารอ้างอิง
Bulmer, Elliot. Government Formation and Removal Mechanisms. Stockholm: International IDEA, 2017.
Cansino, César. “Party Government: The Search for a Theory.” International Political Science Review 16, no. 2 (1995).
Heffernan, Richard, and Paul Webb. “The British Prime Minister: Much More Than ‘First Among Equals’.” In The Presidentialization of Politics. Oxford: Oxford University Press, 2005.
Klüver, Heike, Hanna Bäck, and Svenja Krauss. Coalition Agreements as Control Devices. Oxford: Oxford University Press, 2023.
Laver, Michael, and Kenneth A. Shepsle. Making and Breaking Governments. New York: Cambridge University Press, 1996.
Müller, Wolfgang C., Torbjörn Bergman, and Kaare Strøm. “Parliamentary Democracy: Promise and Problem.” In Delegation and Accountability in Parliamentary Democracies. Oxford: Oxford University Press, 2003.
Sartori, Giovanni. Comparative Constitutional Engineering. London: Macmillan, 1994.
Zapatero Gómez, Virgilio. The Art of Legislating. Cham: Springer, 2009.
โดย

11 ต.ค. 2569