TH
HOME
MAIN
เกี่ยวกับท้องถิ่น
Local Hot Issues
กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น
การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น
ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น
Local Talk Series
สัมมนานายก อบจ.
MONITOR
นานาทัศนะว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น
งานวิชาการที่เกี่ยวข้อง
KPI Research snap
KPI Brief
Policy Brief
นานาข่าวสารการเลือกตั้งท้องถิ่น
MOVE
KPI Project-based learning
การรณรงค์การเลือกตั้งท้องถิ่น
ผลสำรวจความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง
โครงการเลือกตั้งสมานฉันท์และไม่ซื้อสิทธิขายเสียง
KPI LAB
ด้านนิติบัญญัติ
ด้านความเป็นพลเมือง
เพิ่มเติม
HOME
MAIN
เกี่ยวกับท้องถิ่น
Local Hot Issues
กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น
การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น
ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น
Local Talk Series
สัมมนานายก อบจ.
MONITOR
นานาทัศนะว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น
งานวิชาการที่เกี่ยวข้อง
KPI Research snap
KPI Brief
Policy Brief
นานาข่าวสารการเลือกตั้งท้องถิ่น
MOVE
KPI Project-based learning
การรณรงค์การเลือกตั้งท้องถิ่น
ผลสำรวจความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง
โครงการเลือกตั้งสมานฉันท์และไม่ซื้อสิทธิขายเสียง
KPI LAB
ด้านนิติบัญญัติ
ด้านความเป็นพลเมือง
เพิ่มเติม
TH
หน้าแรก
บทความทั้งหมด
KPI LAB
ด้านนิติบัญญัติ
ประเทศไทยยังพิจารณางบประมาณแบบเห็น รายจ่ายประจำปี มากกว่าเห็น ฐานะการคลังทั้งระบบ
ประเทศไทยยังพิจารณางบประมาณแบบเห็น รายจ่ายประจำปี มากกว่าเห็น ฐานะการคลังทั้งระบบ
Last updated: 7 ก.ค. 2569
|
130 จำนวนผู้เข้าชม
|
ปัญหาด้านข้อมูล: รัฐสภาและประชาชนยังไม่เห็นภาพการคลังทั้งระบบ
ในกระบวนการพิจารณางบประมาณของไทย พบว่า ข้อมูลทางเศรษฐกิจ การคลัง และงบประมาณยังไม่ครบถ้วนพอสำหรับการตัดสินใจ โดยเฉพาะตัวเลขหนี้สาธารณะและภาระทางการคลังอื่นของรัฐ เพราะตัวเลขหนี้สาธารณะทั้งหมดไม่ได้ถูกรวมเข้าสู่การจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีและการวางแผนทางการคลังอย่างครบถ้วน รวามทั้ง ในส่วนของ เงินนอกงบประมาณซึ่งเป็นก้อนที่มีขนาดใหญ่ ไม่ได้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติของรัฐสภาอย่างเต็มรูปแบบในฐานะส่วนหนึ่งของร่างงบประมาณ
ความท้าทาย:
จะทำอย่างไรให้เอกสารงบประมาณไม่ได้แสดงเฉพาะ “รัฐจะจ่ายอะไร” แต่ต้องแสดงด้วยว่า “รัฐมีภาระอะไร ซ่อนไว้ตรงไหน และภาระนั้นจะกระทบอนาคตการคลังอย่างไร”
2. ปัญหาด้านการจัดทำงบประมาณ: ระบบยังจูงใจให้ใช้เงินให้หมด มากกว่าใช้เงินให้คุ้ม
การจัดทำงบประมาณยังมีปัญหาในบทบาทของสำนักงบประมาณ โดยเฉพาะในการคัดกรองคำของบประมาณที่มีดุลยพินิจสูง แต่กรอบการจัดสรรยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้บางนโยบายสำคัญอาจได้รับงบไม่เพียงพอ ขณะที่บางโครงการอาจได้รับงบทั้งที่ไม่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายหลัก และระบบให้ความสำคัญกับการเบิกจ่าย มากกว่าการวัดความคุ้มค่า เพราะหลักเกณฑ์บางส่วนอาจสร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานใช้งบประมาณให้หมดในช่วงท้ายปีงบประมาณ (งบค้างท่อ) เพราะหากหน่วยงานประหยัดงบได้ อาจถูกตีความว่าตั้งงบมากเกินความจำเป็นและถูกตัดลดงบในปีถัดไป
ความท้าทาย:
ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมงบประมาณจาก “เบิกจ่ายครบ เป็นความสำเร็จ” ไปสู่ “ใช้เงินน้อยลงแต่ได้ผลลัพธ์ดีขึ้น เป็นความคุ้มค่า”
3. ปัญหาด้านรัฐสภา: สภายังพิจารณา “งบประมาณขาเดียว”
ในทางหลักการอำนาจอนุมัติงบประมาณเป็นหัวใจของรัฐสภา เพราะเชื่อมโยงกับหลักความยินยอมของประชาชนต่อการจัดเก็บภาษีและการใช้เงินแผ่นดิน ดังนั้น หากรัฐสภาเข้มแข็งการอนุมัติและตรวจสอบงบประมาณก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย แต่ปัญหาของไทยคือ ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจหลักในการพิจารณาเฉพาะงบประมาณรายจ่ายประจำปี (งบประมาณฝั่งรายจ่าย) มากกว่าจะเห็นทั้งรายรับ หนี้ ภาระผูกพัน และเงินนอกงบประมาณ ดังนั้น เมื่อรัฐสภาเห็นข้อมูลเพียงเท่านี้ การกำกับวินัยทางการคลังจึงทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และอำนาจด้านข้อมูล ตัวเลข และตัวชี้วัดทางการคลังยังอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารเป็นหลัก
ความท้าทาย:
รัฐสภาต้องขยับจากผู้อนุมัติไปเป็นผู้ตรวจสอบ “ฐานะการคลังทั้งระบบ” ของประเทศ
4. ปัญหาของกรรมาธิการงบประมาณ: ที่ขาดความต่อเนื่อง
คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นกลไกสำคัญของรัฐสภา แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้มีสถานะเป็น “กรรมาธิการวิสามัญ” ตั้งขึ้นเฉพาะเมื่อมีการพิจารณาร่างงบประมาณในแต่ละปี และเมื่อร่างกฎหมายผ่านแล้วก็สิ้นสุดหน้าที่ ทำให้การสะสมองค์ความรู้ การติดตามผล และการมองวงจรงบประมาณทั้งระบบเกิดขึ้นได้ยาก นอกจากนั้น ในส่วนของจำนวนที่มีองค์ประกอบจำนวนมาก และมีสัดส่วนจากคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นอิสระและความสามารถในการกลั่นกรองงบประมาณอย่างเข้มข้น
ความท้าทาย:
ต้องทำให้กรรมาธิการงบประมาณไม่ใช่เพียง “ด่านตรวจเฉพาะฤดูกาล” แต่ต้องเชื่อมโยงกับการติดตามงบประมาณก่อน ระหว่าง และหลังการใช้จ่าย
5. ปัญหาการเมืองแทรกแซงวินัยการคลัง: นโยบายประชานิยมไม่มี “ป้ายราคา” ที่ชัดเจน
นโยบายประชานิยมเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญต่อวินัยการเงินการคลัง เพราะที่ผ่านมาใช้งบประมาณทั้งในงบและนอกงบจำนวนมากก่อให้เกิดภาระผูกพันต่อเนื่อง และบางโครงการดำเนินผ่านสถาบันการเงินของรัฐหรือกิจกรรมกึ่งการคลัง ทำให้ภาระเหล่านี้ไม่แสดงรวมเป็นยอดหนี้สาธารณะ ที่สำคัญนโยบายประชานิยมของไทยยังไม่ได้มีการประเมิน Cost-Benefit Analysis: CBA อย่างเป็นระบบ จึงเป็นการยากต่อการประเมินว่านโยบายดังกล่าวคุ้มค่าหรือไม่ และกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังระยะยาวเพียงใด
ความท้าทาย:
ต้องทำให้ทุกนโยบายที่ใช้เงินจำนวนมากมี “ป้ายราคา” ต่อสาธารณะ คือบอกให้ชัดว่าใช้งบเท่าไร ใช้จากแหล่งใด ใครรับภาระในอนาคต และผลตอบแทนต่อประชาชนคืออะไร
6. ปัญหากลไกกำกับวินัยการคลัง: องค์กรกำกับยังพึ่งข้อมูลฝ่ายบริหารมากเกินไป
คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ควรเป็นกลไกกำกับวินัยการคลัง แต่ด้วยองค์ประกอบของคณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลหรือหน่วยงานภายใต้รัฐบาล (มีเพียงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่เป็นกรรมการจากหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระ) อีกทั้งข้อมูลที่ใช้ประกอบการกำกับดูแลส่วนใหญ่ก็มาจากกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ ส่งผลต่อการตัดสินใจด้านวินัยการคลังที่อาจไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นอิสระ
ความท้าทาย:
ต้องทำให้กลไกกำกับวินัยการคลังมีความเป็นอิสระ หลากหลาย และสามารถทัดทานแรงกดดันทางการเมืองได้จริง
7. ปัญหาสำนักงานงบประมาณรัฐสภา: มีแล้ว แต่ยังไม่แข็งแรงพอ
สำนักงานงบประมาณรัฐสภาเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้รัฐสภามีข้อมูลทางเศรษฐกิจ การคลัง และงบประมาณ แต่ในปัจจุบันบทบาทและความพร้อมในฐานะ “สถาบันทางการคลังที่เป็นอิสระ” ยังไม่เด่นชัดมากพอ เพราะข้อมูลหรือทรัพยากรพื้นฐานที่ใช้วิเคราะห์ยังพึ่งพาข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเป็นหลัก
ความท้าทาย:
ต้องยกระดับ PBO ให้เป็นหน่วยวิเคราะห์อิสระที่รัฐสภาใช้ตรวจสอบรัฐบาลได้จริง
8. ปัญหาการตรวจสอบงบประมาณ: ตรวจถูกระเบียบมาก แต่ตรวจผลลัพธ์ยังน้อย
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีการตรวจสอบ 3 ด้าน คือ การตรวจสอบการเงิน การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย และการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ แต่ในทางปฏิบัติยังเน้นการตรวจสอบการเงินมากที่สุด อันเป็นการสะท้อนว่าระบบตรวจสอบของไทยยังตอบคำถามเรื่อง “ใช้เงินถูกต้องหรือไม่” มากกว่า “ใช้เงินแล้วเกิดผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่”
ความท้าทาย:
ต้องขยายการตรวจสอบจาก compliance audit ไปสู่ performance audit และ value-for-money audit ให้มากขึ้น เพื่อให้รัฐสภาและประชาชนเห็นว่าเงินภาษีสร้างผลลัพธ์จริงหรือไม่
9. ปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชน: ประชาชนยังอยู่ปลายทางมากกว่าร่วมตรวจสอบ
การติดตามตรวจสอบงบประมาณยังขาดการส่วนร่วมจากประชาชนมากนัก และกลไกการตรวจสอบภาคประชาชนยังไม่เข้มแข็งพอ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะประชาชนเข้าถึงข้อมูลยาก อ่านเอกสารงบประมาณไม่เข้าใจ หรือไม่มีช่องทางส่งเสียงต่อกระบวนการงบประมาณ งบประมาณก็จะยังเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม
ความท้าทาย:
ต้องเปลี่ยนงบประมาณจากเอกสารราชการขนาดใหญ่ ให้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนอ่าน เข้าใจ เปรียบเทียบ และตั้งคำถามได้
สรุปความจาก
รายงานการศึกษาเรื่อง "การพัฒนากระบวนการงบประมาณเเผ่นดินภายใต้หลักวินัยการเงินการคลังและหลักความคุ้มค่า"
ศึกษาวิจัยโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ท่านสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มโดยคลิกที่รูปภาพ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
เปลี่ยนรัฐสภาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย: ส่องข้อบังคับและกลไกป้องกัน "การคุกคามทางเพศ" ของรัฐสภาในต่างประเทศ
23 มิ.ย. 2569
จากห้องกรรมาธิการสู่สายตาประชาชน : ก้าวใหม่ของการพิจารณางบประมาณปี 2570
4 ก.ค. 2569
ความสำคัญ ความหมาย และองค์ประกอบของเอกสิทธิ์ (Privilege) และความคุ้มกัน (Immunity) ของสมาชิกรัฐสภาและรัฐสภา
23 มิ.ย. 2569
บทบาทของรัฐสภาในงานด้านกฎหมายระหว่างประเทศ
23 มิ.ย. 2569
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นโยบายยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสมัครหลักสูตร , สัมมนา , โครงการ ของสถาบันพระปกเกล้า
และ
นโยบายคุกกี้
ตั้งค่าคุกกี้
ยอมรับทั้งหมด