Last updated: 23 มิ.ย. 2569 | 20 จำนวนผู้เข้าชม |
บทบาทและความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย รัฐสภาในฐานะสถาบันนิติบัญญัติมีบทบาทหลักในการตรากฎหมายบังคับใช้ในสังคม ซึ่งโดยทั่วไปกฎหมาย หมายถึง “พระราชบัญญัติ” รวมไปถึงอำนาจในการพิจารณา อนุมัติงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมีหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญกำหนดเกี่ยวกับการจ่ายเงินแผ่นดินไว้ตาม ม.140 รัฐธรรมนูญ
ข้อยกเว้นที่คณะรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหารสามารถออกพระราชกำหนดบังคับใช้ดังเช่น พระราชบัญญัติ แบ่งเป็น 2 กรณีดังนี้ตามรัฐธรรมนูญ ม.172 และ ม. 174
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำคัญในการตราพระราชกำหนด ตาม ม.172 ประกอบด้วย
(1) เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ
(2) เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดตาม ม.174 เป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน
หลักเกณฑ์และการตรวจสอบการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ
รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมีหน้าที่รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยมีกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ กำหนดกรอบการดำเนินการทางการคลังและงบประมาณของรัฐ กำหนดวินัยทางการคลังด้านรายได้และรายจ่าย ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลัง และการบริหารหนี้สาธารณะ ตามมาตรา 62 โดยคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่รักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด ตาม มาตรา 164 (2) ส่วน มาตรา 240 และ มาตรา 242 กำหนดกลไกการติตตามตรวจสอบคือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
ในขณะที่พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 กำหนดเป็นหน้าที่ของรัฐในการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดตาม มาตรา 6 หน้าที่ของคณะรัฐนตรีในการรักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินอย่างเคร่งครัด ตาม มาตรา 9 การกู้เงินของรัฐบาลต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ และกระทำได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ และเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน ตาม มาตรา 53 การเบิกจ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินและระเบียบการเบิกจ่ายเงินกู้อย่างเคร่งครัด และใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และประหยัด ตามมาตรา 54 ส่วนการติดตามประเมินผลและการรายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้ ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ม.58 กรณีมีเงินเหลือ หรือไม่ได้เบิกเงินกู้ปใช้จ่าย ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 59
โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจและกลไกการตรวจสอบการตราพระราชกำหนดของรัฐบาล

การตรวจสอบการตราพระราชกำหนดกู้เงินของรัฐบาล วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เป็นการตรวจสอบในชั้นที่สาม หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รัฐสภาสามารถใช้อำนาจตรวจสอบในชั้นที่สองได้ รวมถึงอาจมีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ว่าเป็นไปตามกรอบวัตถุประสงค์การกู้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 กำหนดเป็นหน้าที่ของรัฐ และรัฐบาลไว้อย่างชัดแจ้ง
โดย
