เลือกตั้ง ส.ก. 2569: เสียงของประชาชนที่กำหนดอนาคตกรุงเทพ

Last updated: 4 มิ.ย. 2569  |  147 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เลือกตั้ง ส.ก. 2569: เสียงของประชาชนที่กำหนดอนาคตกรุงเทพ

เลือกตั้ง ส.ก. 2569: เสียงของประชาชนที่กำหนดอนาคตกรุงเทพ

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ประชาชนกรุงเทพมหานครจะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ครั้งใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ ส.ก. ชุดปัจจุบันครบวาระ 4 ปี เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกตัวแทนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเลือกผู้ที่จะมีส่วนในการตรวจสอบงบประมาณกรุงเทพมหานครที่มีมูลค่ากว่า 9.2 หมื่นล้านบาทต่อปี และกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า

[1] กฎหมายกำหนดให้ ส.ก. มีอำนาจอะไรบ้าง ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ได้กำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของสภากรุงเทพมหานครไว้อย่างชัดเจน ทำให้ ส.ก. เป็นมากกว่าแค่ตัวแทนประชาชน แต่เป็นผู้ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารของ กทม. ที่แท้จริง

[2] จำนวน ส.ก. คำนวณอย่างไร กฎหมายกำหนดให้สภา กทม. ประกอบด้วยสมาชิกที่เลือกตั้งขึ้นโดยราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยมีหลักเกณฑ์ที่น่าสนใจ เขตละ 1 คน เป็นฐาน เขตที่มีราษฎรเกิน 150,000 คน ให้เพิ่มสมาชิกทุก 150,000 คน ต่อ 1 คน เศษที่เกิน 75,000 คน ให้เพิ่มสมาชิกอีก 1 คน ปัจจุบัน กทม. แบ่งออกเป็น 50 เขตเลือกตั้ง ตรงกับ 50 เขตการปกครอง โดยแต่ละเขตมีจำนวนราษฎรที่แตกต่างกันมาก

[3] 50 เขตเลือกตั้ง ส.ก. กับความหลากหลายของกทม. กทม. มิใช่เมืองเดียวกันในทุกมิติ หากแต่เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต และรูปแบบการอยู่อาศัย การแบ่งเขตเลือกตั้งในปี 2569 อ้างอิงจากจำนวนราษฎรสัญชาติไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยจัดให้แต่ละเขตมีจำนวนราษฎรใกล้เคียงกันมากที่สุด ซึ่งเขตที่มีจำนวนราษฎรมากที่สุด ได้แก่ เขตคลองสามวา จำนวน 214,312 คน รองลงมาคือเขตสายไหม 210,638 คน เขตบางแค 189,879 คน เขตบางขุนเทียน 183,284 คน และเขตบางเขน 182,237 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชานเมืองที่มีการขยายตัวของที่อยู่อาศัยและชุมชนเมืองอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เขตที่มีจำนวนราษฎรน้อยที่สุดกลับเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองหรือเขตประวัติศาสตร์ ได้แก่ เขตยานนาวา 17,712 คน เขตหนองจอก 34,082 คน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 34,319 คน เขตบางกะปิ 35,657 คน และเขตพระนคร 37,716 คน

[4] กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ก. ไว้อย่างชัดเจน โดยผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งที่สมัครมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี นอกจากนี้ ยังต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ขณะเดียวกัน กฎหมายยังได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครไว้อย่างเข้มงวด เช่น การเป็นบุคคลล้มละลาย เคยต้องโทษจำคุกในบางกรณี หรือดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง นอกจากนี้
เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ก. แล้ว ยังไม่สามารถดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อื่นในส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
การพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร หรือดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นและพนักงานส่วนท้องถิ่นได้

[5] ปฏิทินการเลือกตั้ง ส.ก. ประจำปี 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดปฏิทินการเลือกตั้งไว้ดังนี้ ช่วงวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2569 จะเป็นช่วงเปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ก. ก่อนที่ในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 จะเป็นวันสุดท้ายของการประกาศกำหนดหน่วยเลือกตั้ง สถานที่เลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะที่วันที่ 8 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ และกำหนดให้วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เป็นวันสุดท้ายในการยื่นคำร้องต่อ กกต. กรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไม่รับสมัครผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง ในส่วนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น หากไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ สามารถแจ้งเหตุจำเป็นได้ในช่วงวันที่ 21–27 มิถุนายน 2569 ก่อนถึงวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. และภายหลังการลงคะแนน คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องประกาศผลการเลือกตั้งภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

[6] กลไกการยุบสภา กทม. ตามกฎหมาย มีสองกรณีสำคัญที่อาจนำไปสู่การยุบสภากรุงเทพมหานครได้ กรณีแรกคือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสามารถเสนอให้มีการยุบสภาได้ โดยยื่นข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หากรัฐมนตรีไม่ดำเนินการประกาศยุบสภาภายใน 15 วัน ผู้ว่าฯ สามารถยื่นข้อเสนอเพื่อทบทวนได้อีกครั้งภายใน 30 วัน ขณะที่อีกกรณีหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สามารถใช้อำนาจยุบสภากรุงเทพมหานครได้โดยตรง หากปรากฏว่าการดำเนินงานระหว่างผู้ว่าฯ และสภา กทม. มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง หรือดำเนินไปในลักษณะที่ไม่ถูกต้องจนอาจสร้างความเสียหายแก่กรุงเทพมหานครหรือราชการโดยรวม และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีการอื่นที่เหมาะสม

[7] สมาชิกภาพของ ส.ก. อาจสิ้นสุดลงได้ ทั้งจากเหตุปกติและเหตุทางวินัยหรือคุณสมบัติทางกฎหมาย กรณีปกติ ได้แก่ การครบวาระของสภากรุงเทพมหานครซึ่งมีอายุคราวละ 4 ปี หรือกรณีที่มีการยุบสภา นอกจากนี้ สมาชิกภาพยังสิ้นสุดลงเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย หรือลาออกโดยยื่นหนังสือต่อประธานสภากรุงเทพมหานคร ในอีกด้านหนึ่ง กฎหมายยังให้ความสำคัญกับการรักษาคุณสมบัติและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง โดยสมาชิกภาพ สิ้นสุดลงทันทีหากสมาชิกขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงกรณีที่มีการกระทำอันต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการด้านวินัยในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น กรณีสมาชิกขาดประชุมสภากรุงเทพมหานครตลอดสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานสภา กทม. ก็อาจทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงได้เช่นกัน ที่น่าสนใจคือ กฎหมายยังเปิดช่องให้สภากรุงเทพมหานครสามารถใช้อำนาจวินิจฉัยให้สมาชิกพ้นจากตำแหน่งได้ หากเห็นว่าสมาชิกผู้นั้นกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง ทั้งนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด

การเลือกตั้งสมาชิก สก. ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 จึงมิใช่เพียงการไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามหน้าที่ของพลเมืองเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการสำคัญในการกำหนดอนาคตของเมืองผ่านการเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในฐานะผู้ตรวจสอบการบริหารงบประมาณของกรุงเทพมหานคร เป็นผู้กำหนดนโยบายที่มีส่วนในการตราข้อบัญญัติท้องถิ่นและกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง และในขณะเดียวกัน ก็เป็นตัวแทนของประชาชนที่จะนำเสียงสะท้อน ปัญหา และความต้องการของแต่ละพื้นที่เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายของกรุงเทพมหานคร

ภายใต้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 สภา กทม. ถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยท้องถิ่น โดยมีบทบาททั้งด้านการตรากฎหมาย การตรวจสอบฝ่ายบริหาร และการถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม แม้โครงสร้างทางกฎหมายจะวางรากฐานของระบบไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่ความเข้มแข็งของประชาธิปไตยท้องถิ่นจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น ยังคงขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งในมิติของการเลือกผู้แทนที่มีความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจปัญหาของเมือง ตลอดจนการติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมกับการทำงานของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องหลังการเลือกตั้ง

ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรายบุคคลเท่านั้น แต่คือการตัดสินใจร่วมกันของคนกรุงเทพฯ ว่า เมืองแห่งนี้ควรเดินหน้าไปในทิศทางใด กรุงเทพฯ จะเป็นมหานครที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชนมากขึ้นหรือไม่ จะสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำได้เพียงใด ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในคูหาเลือกตั้ง เพราะในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ทุกคะแนนเสียงจะเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดอนาคต ของกรุงเทพมหานคร และยืนยันว่าประชาธิปไตยท้องถิ่นจะเข้มแข็งได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนเห็นคุณค่าและใช้สิทธิของตนอย่างมีความหมาย

อ้างอิง

  • ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร เรื่อง รูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนในเขตเลือกตั้ง ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน 2569
  • พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
    Thai PBS News. (2026). เปิดปฏิทินเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.2569 เคาะ 28 พ.ค.-1 มิ.ย.รับสมัคร, 28 มิ.ย.หย่อนบัตร. สืบค้นจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/504856

 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสมัครหลักสูตร , สัมมนา , โครงการ ของสถาบันพระปกเกล้า  และ  นโยบายคุกกี้