สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับกระบวนการตรากฎหมาย

Last updated: 12 มี.ค. 2569  |  88 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับกระบวนการตรากฎหมาย

          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.​2560 กำหนดระบบรัฐสภาไทยของประเทศเป็นระบบสภาคู่โดยให้มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ตรากฎหมายในนามของรัฐสภา แต่ในส่วนของอำนาจในการตรากฎหมายของแต่ละสภาและขั้นตอนการพิจารณากฎหมายระดับพระราชบัญญัติ รัฐธรรมนูญได้กำหนดที่แตกต่างออกไปจากรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับก่อนหน้านี้ โดยแยกพิจารณาได้ดังนี้

  1. ประเภทของกฎหมาย

    กรณีแรก การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

               
    รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการตรากฎหมายในเรื่องที่ต้องจัดทำขึ้นมาในรูปแบบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีอยู่ด้วย 10 เรื่อง ได้แก่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การได้มาซึ่งวุฒิสภา คณะกรรมการเลือกตั้ง พรรคการเมือง ผู้ตรวจการแผ่นดิน การป้องกันและปราบปรามทุจริต การตรวจเงินแผ่นดิน วิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน[1] แม้ว่าจะกำหนดให้เฉพาะสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น[2] แต่ในการตรากฎหมายดังกล่าวขึ้นมารัฐธรรมนูญได้กำหนดให้วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างเท่าเทียมกันในฐานะรัฐสภา[3]

    กรณีสอง การตราพระราชบัญญัติ

               
    รัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมากกว่าวุฒิสภาในกระบวนการตรากฎหมายโดยการกำหนดให้เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ และการเสนอร่างพระราชบัญญัติจะต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อนเท่านั้น[4] รวมถึงในกรณีที่มีความเห็นแย้งกันระหว่างสองสภา รัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่มีอำนาจสุดท้ายในการลงมติยืนยันเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ[5]

    กรณีที่สาม การเห็นชอบพระราชกำหนด

             
       รัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการเห็นชอบพระราชกำหนดมากกว่าวุฒิสภาทั้งในส่วนของที่คณะรัฐมนตรีต้องเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาก่อนเท่านั้นและในกรณีที่มีความเห็นแย้งกันระหว่างสองสภา รัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่มีอำนาจสุดท้ายในการลงมติยืนยันเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างพระราชกำหนดดังกล่าว[6]
  2. ขั้นตอนการตรากฎหมาย

    ขั้นตอนแรก - ขั้นตอนก่อนการพิจารณากฎหมาย (Pre-legislative scrutiny)

              
      รัฐธรรมนูญกำหนดขั้นตอนดังกล่าวนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกไว้ในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดว่าเป็นแนวนโยบายของรัฐบังคับให้องค์กรของรัฐทุกองค์กรซึ่งหมายความร่วมถึงทั้งคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาที่จะดำเนินการร่างกฎหมายฉบับใดจะต้องนำร่างกฎหมายดังกล่าวไปรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ของประชาชนเสียก่อนที่จะนำสู่ขั้นตอนพิจารณากฎหมายของรัฐสภา เพื่อใช้ประกอบในขั้นตอนพิจารณากฎหมายทุกวาระต่อไป[7] โดยสามารถแบ่งเป็นกรณีพิจารณาได้ ดังนี้

                         
       กรณีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภากำหนดให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมายดังกล่าวก่อนการนำบรรจุในวาระการประชุมของรัฐสภา[8]

                           
    กรณีพระราชบัญญัติทั่วไป ข้อบังคับการประชุมรัฐสภากำหนดให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมายดังกล่าวก่อนการนำบรรจุในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร[9] โดยปัจจุบันให้ดำเนินการผ่านช่องทางในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น[10]

    ขั้นตอนขั้นตอนที่สอง – ขั้นตอนพิจารณากฎหมาย (Legislative process)

       
             การพิจารณาร่างกฎหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะโดยรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ข้อบังคับทั้งหมดจะกำหนดวาระการพิจารณาออกมาเป็นสามวาระเหมือนกัน ดังนี้

    วาระที่หนึ่ง พิจารณารับหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมาย
    วาระที่สอง พิจารณารายมาตราของร่างกฎหมาย ซึ่งประกอบไปด้วยสองวาระย่อย ได้แก่ วาระการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมและตัดถอนร่างกฎหมายโดยคณะกรรมาธิการ และวาระลงมติเห็นชอบรายมาตราที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือตัดถอนโดยคณะกรรมาธิการ หรือการแปรญัตติหรือสงวนความคิดเห็นไว้
    วาระที่สาม พิจารณาเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งฉบับโดยไม่มีการอภิปราย

    ขั้นตอนที่สาม - การนำกฎหมายไปประกาศใช้บังคับ

                เมื่อรัฐสภาเห็นชอบร่างกฎหมายแล้ว นายกรัฐมนตรีจะร่างกฎหมายดังกล่าวนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยและเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายไป[11]


                                        กระบวนการตรากฎหมายไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางเทคนิค  
    แต่คือหัวใจของการใช้อำนาจรัฐในระบอบประชาธิปไตย และเป็นพื้นที่ที่ประชาชนต้องจับตาใกล้ที่สุด

    โดย นายศุภณัฐ  บุญสด 
    นักวิชาการ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ
    สถาบันพระปกเกล้า 


    อ้างอิง
    [1] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.​2560 มาตรา 130
    [2] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.​2560 มาตรา 131
    [3] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.​2560 มาตรา 132
    [4] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.​2560 มาตรา 133
    [5] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.​2560 มาตรา 138
    [6] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.​2560 มาตรา 172
    [7] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.​2560 มาตรา 77
    [8] ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 81
    [9] ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 110
    [10] ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการ การรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. 2562
    [11] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 81

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสมัครหลักสูตร , สัมมนา , โครงการ ของสถาบันพระปกเกล้า  และ  นโยบายคุกกี้