กฎหมายว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ: มาตรฐานสากลที่ประเทศไทยนำมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Last updated: 27 ส.ค. 2569  |  17 จำนวนผู้เข้าชม  | 

กฎหมายว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ: มาตรฐานสากลที่ประเทศไทยนำมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

          กฎหมายว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register Law) หรือที่เรียกว่า PRTR เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีวัตถุประสงค์ในการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เนื่องด้วยธุรกิจภาคอุตสาหกรรมมีการใช้สารเคมีในการผลิตทางอุตสาหกรรม การเกษตร และการบริการต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่การปลดปล่อยสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมตลอดเวลา ทำให้พื้นที่หลายแห่งกลายเป็นแหล่งกำเนิดและแหล่งรองรับสารมลพิษที่อยู่ในรูปของมลพิษทางอากาศ น้ำ ดินและของเสียอันตรายอื่น ๆ

          ประเทศไทยได้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้และการการพิจารณารับร่างพระราชบัญญัติเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนเมื่อประชาชนรู้ว่าพื้นที่ใดมีมลพิษรุนแรง ย่อมสามารถป้องกันตนเองและครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น (2) เพื่อสร้างความโปร่งใสทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมผู้ประกอบการที่ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาซึ่งก่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากสังคมและนักลงทุน (3) เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมถึงการมีข้อมูลครบถ้วนจะช่วยให้รัฐและท้องถิ่นสามารถวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ และ
(4) เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของสังคมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบและป้องกันมลพิษ


          สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ประการ คือ

          ประการแรก เพื่อเป็นการกำหนดมาตรการในการกำกับ ควบคุมสารมลพิษที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยกำหนดให้องค์กรธุรกิจไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลจะต้องจัดทำรายงานและส่งรายงานการนำเข้า การปล่อย และการเคลื่อนย้ายสารพิษต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ กรมมลพิษ โดยร่างพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดนิยามคำว่า “สารมลพิษ” หมายถึง ธาตุหรือสารประกอบที่เมื่อถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิด มลพิษหรือมีอยู่ในสิ่งแวดล้อม อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือภาวะที่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้ โดยสารพิษมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ สารก่อมะเร็ง สารก่อการกลายพันธุ์ สารที่มีพิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารที่มีพิษเรื้อรัง สารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ สารที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ สารที่ทำลายชั้นโอโซน สารมลพิษอินทรีย์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม และสารอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม

          หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษอันประกอบด้วย (1) โทษทางปกครอง หมายถึง โดยทางปกครองซึ่งอาจเป็นการกำหนดค่าปรับ หรือการเพิกถอนใบอนุญาต ตามร่างพระราชบัญญัติ ผู้ละเมิดอาจถูกปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทและปรับเพิ่มวันละตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทจนกว่าจะปฏิบัติการแล้วเสร็จ (2) โทษทางอาญา หมายถึง โทษมีการกำหนดมาตรการในการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งภายใต้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดให้มีโทษจากการรายงานเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่จัดทำคำชี้แจง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ และให้ปรับเพิ่มอีกวันละไม่เกิดสองหมื่นบาทจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งแล้วเสร็จ

          ประการที่สอง เพื่อเป็นการกำหนดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (Right to know) ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 59 ประกอบกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 ซึ่งโดยร่างฉบับนี้เห็นได้ว่า ข้อมูลของภาคเอกชนนั้นถือเป็นส่วนของข้อมูลที่เดิมยังไม่มีกฎหมายให้สิทธิบุคคลโดยทั่วไปที่จะเข้าถึงข้อมูลเอกชนได้ แต่โดยอาศัยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างข้อมูลภาคเอกชนไปสู่ข้อมูลภาครัฐที่จะต้องมีการเปิดเผยและเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ยกเว้นเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับความลับทางการค้า

          โดยกฎหมาย PRTR นี้ เริ่มมีการประกาศใช้ในต่างประเทศมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสารมลพิษ จึงได้ประกาศใช้กฎหมายที่เรียกว่า The Emergency Planning and Community Right-to-Know Act (EPCRA) of 1986 โดยได้กำหนดให้มีการดำเนินการ Toxic Release inventory Programme: TRI ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2529 อันเกิดจากเหตุการณ์ภัยพิบัติสารเคมีรั่วไหล จึงกำหนดให้องค์กรต่าง ๆ ที่ครอบครองสารมลพิษต้องเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่เข้าถึงได้ฟรีทั่วประเทศ ประชาชนตรวจสอบชื่อสารเคมีและปริมาณที่โรงงานในพื้นที่ที่ตนพักอาศัยปล่อยออกมาได้แบบเรียลไทม์

          ในสหภาพยุโรป ได้มีการประกาศใช้กฎหมายยุโรป Regulation (EC) No 166/2006 on the establishment of a European Pollutant Release and Transfer Register หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า European Pollutant Release and Transfer Register (E-PRTR) และต่อมาได้รับการแก้ไขในปีพ.ศ. 2562 (Regulation (EU) No 1010/2019) กำหนดให้องค์กรธุรกิจและหน่วยงานราชการจะต้องเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชนได้รับทราบซึ่งรวมถึงข้อมูลการปล่อยมลพิษสู่อากาศ น้ำ และพื้นดินตลอดจนการขนย้ายน้ำที่มีการปนเปื้อน ก๊าซเรือนกระจก สารจากโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง สารประกอบที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ เช่น  พีวีซีคลอไรด์

          ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศใช้กฎหมาย The Act on the Assessment of Releases of Specified Chemical Substances in the Environment and the Promotion of Management Improvement กำหนดให้องค์กรธุรกิจจะต้องจัดทำรายงานการปล่อยของเสียในแต่ละปีว่าจะมีปริมาณเท่าใดเพื่อกระตุ้นให้มีการพยายามที่จะลดปริมาณการปล่อยสารมลพิษอันส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม โดยสารที่ก่อมลพิษนั้นจะมีลักษณะใกล้เคียงกับที่กฎหมายยุโรปได้กำหนดไว้ เช่น สารประกอบที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ เคมีภัณฑ์ทางการเกษตร สารโลหะหนัก แร่ใยหิน ฯลฯ โดยมีการกำหนดโทษทางปกครองคล้ายกับในประเทศไทย คือ กำหนดเป็นโทษปรับหากองค์กรธุรกิจไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

          จะเห็นได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติ PRTR นี้จะถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน (Sustainable development) และการสร้างธรรมาภิบาล (Governance) ให้กับองค์กรธุรกิจที่นอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นองค์กรที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการตรวจสอบความปลอดภัยอันนำมาสู่การลดปริมาณความเสี่ยงต่อการเสียหายและการขาดทุนได้ในท้ายที่สุด

 

โดย 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสมัครหลักสูตร , สัมมนา , โครงการ ของสถาบันพระปกเกล้า  และ  นโยบายคุกกี้