Bullying ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว : ต่างประเทศใช้กฎหมายจัดการอย่างไร

Last updated: 27 ส.ค. 2569  |  26 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Bullying ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว : ต่างประเทศใช้กฎหมายจัดการอย่างไร

          ปัญหาความรุนแรงจากการกลั่นแกล้งรังแก หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “การบูลลี่” (Bullying) เป็นปรากฎการณ์ที่พบได้ในหลายสังคม รวมทั้งประเทศไทย จากการสำรวจของเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชนที่พบว่าในกลุ่มเด็กอายุ 10 -15 ปี มีเด็กถึงร้อยละ 91.79 เคยถูกบูลลี่ ด้วยรูปแบบต่าง ๆ ทั้งทางร่างกาย วาจา ความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น การตบหัว ล้อบุพการี พูดจาเหยียดหยาม ไปจนถึงการกลั่นแกล้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Cyberbullying) จึงทำให้พื้นที่ของการบูลลี่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในสถานศึกษา การจัดการปัญหาการกลั่นแกล้งหรือ Bullying ในต่างประเทศ ได้พัฒนาจากการมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องปกติของเด็ก ไปสู่การใช้มาตรการทางกฎหมายที่จริงจัง โดยมีแนวทางหลักเช่น การออกกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองและลงโทษ การตั้งองค์กรกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยและเยียวยา และการกำหนดให้โรงเรียนมีความรับผิดชอบทางกฎหมาย

นิยามของการ Bullying

          ในปี 2014 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention : CDC) และกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Education) ได้ร่วมกันกำหนดนิยามของคำว่า “Bullying” หรือ “การกลั่นแกล้งรังแก” ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยกำหนดองค์ประกอบสำคัญไว้ 3 ประการ ได้แก่ 1) พฤติกรรมก้าวร้าวที่ผู้ถูกกระทำไม่พึงประสงค์ 2) ความไม่สมดุลทางอำนาจที่ปรากฎชัดหรือเป็นไปตามการรับรู้ของผู้เกี่ยวข้อง และ 3) การกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำ หรือมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีก โดยนิยามดังกล่าวเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาว่าเหตุการณ์หนึ่ง ๆ เข้าข่ายการกลั่นแกล้งรังแก หรือเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวในลักษณะอื่น หรืออาจมีลักษณะเป็นทั้งสองประเภทควบคู่กัน

เมื่อการบูลลี่เข้าสู่พื้นที่กฎหมาย

          หลายประเทศประสบปัญหาการใช้ความรุนแรงที่เกิดจากการกลั่นแกล้งรังแก ซึ่งแต่ละประเทศก็มีวิธีการรับมือแตกต่างกันตามโครงสร้างทางกฎหมาย ระบบการศึกษา และบริบททางสังคม บางประเทศเน้นการป้องกันและการจัดการภายในโรงเรียน บางประเทศให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาและกระบวนการฟื้นฟู ขณะที่บางประเทศใช้กลไกทางกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อการบูลลี่มีความรุนแรงและสร้างความเสียต่อผู้ถูกกระทำ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการทะเลาะธรรมดา แต่เป็นปัญหาสาธารณะที่รัฐต้องเข้ามาจัดการผ่านกฎหมาย กลไกร้องเรียน และมาตรการคุ้มครองเหยื่อที่เป็นระบบมากขึ้น

มาตรการทางกฎหมายในต่างประเทศ

            มาเลเซีย ในปี 2004 สถิติการบูลลี่ในมาเลเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่การ ออกพระราชบัญญัติต่อต้านการบูลลี่ ปี 2026 (Anti-Bullying Act 2026 (ACT 876)  มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ปี 2026 พร้อมกับการจัดตั้ง "คณะวินิจฉัยกรณีการบูลลี่"  (Anti- Bullying Tribunal) เพื่อพิจารณาคดีการบูลลี่ นอกเหนือจากทางโรงเรียนและศาล โดยครอบคลุมทั้งการทำร้ายร่างกาย จิตใจ และไซเบอร์บูลลี่ โดยกฎหมายฉบับนี้ขยายนิยามคำว่าบูลลี่ให้กว้างกว่าการทำร้ายร่างการ โดยครอบคลุมพฤติกรรมที่จงใจก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกาย จิตใจ หรือทางสังคม ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นซ้ำ แค่ครั้งเดียวก็อาจเข้าข่าย กฎหมายได้นำแนวคิดเรื่อง “ความรับผิดชอบร่วมของครอบครัว” มาใช้ เพื่อให้ครอบครัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ไขและเยียวยาปัญหา สำหรับมาเลเซียกฎหมายที่เข้มแข็งอาจไม่มีความหมายมากนัก หากเหยื่อหรือเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร หรือไม่มั่นใจว่าหลังจากร้องเรียนแล้วจะปลอดภัย จึงมีความพยายามในการเปิดช่องทางรับเรื่องไว้หลายระดับ ตั้งแต่การใช้ช่องทางที่เรียกว่า Anti-Bullying Tribunal Portal โดยสามารถแจ้งสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้ประเมินว่าเป็นการบูลลี่ตามกฎหมายหรือไม่ สายด่วน Talian Kasih 15999 รวมถึงช่องทางภายในต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเผชิญหน้าโดยตรว

            สหรัฐอเมริกา ทุกรัฐมีกฎหมายต่อต้านการกลั่นแกล้ง (Anti-bullying laws) โดยครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดคำนิยาม และพฤติกรรมต้องห้าม การมีช่องทางรับแจ้งเหตุ การสอบสวนข้อเท็จจริง การคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ตลอดจนการกำหนดมาตรการทางวินัยและมาตรการฟื้นฟูเยียวยาว อย่างไรก็ตามการกลั่นแกล้งมิได้เป็นความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ หากการกระทำเข้าองค์ประกอบความผิดอื่น เช่น การทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ การคุกคาม หรือการสะกดรอย อาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ ทั้งนี้รายละเอียดและความเข้มข้นแตกต่างกันไปตามกฎหมายของแต่ละรัฐ ในบางรัฐเช่นแมสซาชูเซตส์และมิสซูรี พฤติกรรมรังแกที่รุนแรงถูกจัดเป็นความผิดทางอาญา และครูมีหน้าที่ต้องแจ้งตำรวจหากการกลั่นแกล้งเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย

            ออสเตรเลีย ไม่มีกฎหมายต่อต้านการกลั่นแกล้งฉบับเดียวที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไป แต่ใช้กลไกทางกฎหมายหลายระดับ ทั้งกฎหมายอาญาของรัฐและดินแดน มาตรการของสถานศึกษา โดยมาตรการที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด คือ Brodie's Law ของรัฐวิกตอเรีย ซึ่งกำหนดให้การกลั่นแกล้งอย่างร้ายแรงเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี พฤติกรรมที่อาจอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ ได้แก่ การข่มขู่ การใช้ถ้อยคำหรือการกระทำที่ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือคุกคาม โดยใช้บังคับกับการกลั่นแกล้งในบริบทต่าง ๆ ไม่จำกัดเฉพาะสถานที่ทำงาน แต่รวมถึงสถานศึกษา ชุมชน และช่องทางดิจิทัล

          อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายไม่ได้หมายความปัญหาการบูลลี่จะลดลงโดยอัตโนมัติ แต่จำเป็นที่ต้องนำกลไกหลายส่วนเข้ามาจัดการปัญหา ตั้งแต่โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน ระบบร้องเรียนและเยียวยา กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงการกำกับพื้นที่ออนไลน์  เพราะการบูลลี่ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น แต่ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งทางจิตใจและร่างกายของผู้ถูกกระทำ อีกทั้งเชื่อมโยงไปถึงการใช้ชีวิตไม่ว่าโดยตรงและโดยอ้อม เลวร้ายกว่านั้นหากผู้ที่ถูกบูลลี่ไม่อาจแบกรับความเจ็บปวดไว้ได้ อาจนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน

 

ที่มา

รุสนันท์ เจ๊ะโซ๊ะ. กฎหมายบูลลี่ฉบับแรกของมาเลเซีย : จะเปลี่ยน “เรื่องของเด็ก” ได้แค่ไหน? https://prachatai.com/journal/2026/08/118384
https://www.stopbullying.gov/resources/facts
https://research.eef.or.th/fix-bullying-problem/



โดย 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสมัครหลักสูตร , สัมมนา , โครงการ ของสถาบันพระปกเกล้า  และ  นโยบายคุกกี้