Last updated: 23 มิ.ย. 2569 | 26 จำนวนผู้เข้าชม |
รัฐสภา (Parliament) องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative body) ถือเป็นหนึ่งในสามองค์กรสำคัญของประเทศไทยภายใต้หลักการแบ่งแยกอำนาจ ทำหน้าที่ในการตรา แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมาย ควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร และพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญ รวมถึงตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ในบทบาทของการทำหน้าที่ในการตรา แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายนั้น เป็นที่เข้าใจกันดีว่า รัฐสภานั้นมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการตรากฎหมายและประกาศใช้กับสังคมเพื่อทำให้สังคมเกิดความปกติสุขและทำให้สังคมเป็นระบบระเบียบ แต่กระนั้น “กฎหมาย” หรือพระราชบัญญัติที่เข้าใจนั้นมิใช่แต่เพียงกฎหมายที่กำหนดเพื่อใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รัฐ และองค์กรต่าง ๆ ภายในเขตดินแดนของประเทศนั้น ๆ หรือที่เรียกว่า “กฎหมายภายใน” (Domestic law) โดยมีสภาพบังคับหากมีการฝ่าฝืน เช่น ในกรณีตามกฎหมายอาญาซึ่งจะมีสภาพบังคับ หรือที่เรียกว่าบทลงโทษตั้งแต่หนักสุดไปจนถึงเบาสุด คือ การประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับและริบทรัพย์ เป็นต้น (มาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายอาญา)
นอกจากนี้ รัฐสภายังมีบทบาทที่เกี่ยวกับการตรากฎหมายในอีกด้านหนึ่ง คือ กฎหมายระหว่างประเทศ (International law) ซึ่งหมายความถึง กฎเกณฑ์ ข้อตกลง และหลักปฏิบัติที่ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ (ประเทศ) องค์กรระหว่างประเทศ (International organization) รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศ เช่น ประชาคมสหภาพยุโรป หรือประชาคมอาเซียน เป็นต้น เพื่อรักษาสันติภาพ ความมั่นคง และจัดระเบียบการอยู่ร่วมกันในสังคมโลก โดยองค์กรที่ทำหน้าที่ในการสร้างหลักเกณฑ์ในทางระหว่างประเทศนี้คือ “รัฐ” ซึ่งหมายถึงฝ่ายบริหารแห่งรัฐ กล่าวคือ ประมุขของรัฐ หรือประมุขของรัฐบาล หรือรัฐมนตรีที่มีหน้าที่โดยตรงกับประเด็นในการหารือ หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจไปเพื่อการเจรจา
กระนั้น หากพิจารณาถึงกฎเกณฑ์ หรือข้อตกลงในทางระหว่างประเทศ ฝ่ายที่ทำหน้าที่ในการเจรจาก็คือฝ่ายบริหารมิใช่ฝ่ายนิติบัญญัติในการทำหน้าที่ในการตรากฎหมายอย่างแท้จริง ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 178 จึงได้บัญญัติไว้และถือเป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของรัฐสภาพต่องานด้านกฎหมายระหว่างประเทศ โดยได้บัญญัติให้ “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ” ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศผ่านประมุขฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี หากแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็มิได้ให้อำนาจแก่กลุ่มบุคคลดังกล่าวมานี้ในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ หรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศในทุกเรื่อง หนังสือสัญญา หรือสนธิสัญญาประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ แม้ประมุขฝ่ายบริหารจะได้ร่วมลงนามมาแล้ว แต่ก็ยังคงต้องนำมาผ่านกระบวนการภายในประเทศนั่นคือนำเอาสนธิสัญญาเหล่านั้นมาผ่านการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ หรือรัฐสภาอันประกอบด้วย
1. สนธิสัญญา หรือหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของอำนาจอธิปไตยของรัฐ (Sovereignty) หรืออาณาเขตของรัฐที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป เช่น สนธิสัญญาการเปลี่ยนแปลงเส้นละติจูด ลองติจูดอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศไทย
2. สนธิสัญญา หรือหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อสิทธิอธิปไตย (Sovereign rights) ในพื้นที่อื่นนอกเหนือจากพื้นที่อาณาเขตของไทย เช่น ในพื้นที่ทางทะเลที่เรียกว่า เขตต่อเนื่อง (Contiguous zone) หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) ที่ประเทศไทยมีสิทธิในการจัดการเหนือกรณีเกี่ยวกับการสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม ศุลกากร รัษฎากร และการสาธารณสุข
3. สนธิสัญญา หรือหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าหรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง เช่น หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วม หรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมด หรือบางส่วน
จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จะเห็นได้ว่าบทบาทของรัฐสภามิใช่เฉพาะแต่การตรากฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายภายในประเทศเท่านั้น แต่หากยังต้องพิจารณาพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคนในชาติ อีกทั้งการคุ้มครองประโยชน์ของรัฐในทางระหว่างประเทศผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้อาจเรียกว่าเป็นการออกกฎหมายมาเพื่อการอนุวัติการ (Ratification) เพื่อให้ประเทศไทยสามารถที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีได้และยังสามารถใช้บังคับเป็นกฎหมายภายในประเทศได้ด้วย แต่หากประเด็นใดที่ประเทศไทยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของสนธิสัญญา หรือหนังสือสัญญาอยู่แล้วก็เพียงแต่พิจารณาเพื่อตราพระราชบัญญัติให้มีการรองรับพันธกรณีตามสนธิสัญญาดังกล่าว หรือที่เรียกว่ากระบวนการแปรรูปกฎหมาย (Transformation)
โดย