Last updated: 9 มี.ค. 2569 | 173 จำนวนผู้เข้าชม |
ภายหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง องค์การระหว่างประเทศที่สำคัญองค์การหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นโดยตราสารก่อตั้ง (Constituent Instrument) นั่นคือ องค์กรสหประชาชาติ (United Nations: UN) โดยกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) โดยกฎบัตรฉบับนี้ได้นำเอาบทเรียนอันบอบช้ำของโลกมายกร่างเป็นกติการะหว่างประเทศร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพของโลก
เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของกฎบัตร ข้อบทที่ 2 (4) จึงได้กำหนดไว้ว่า “สมาชิกทุกประเทศต้องงดเว้นในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากการข่มขู่ หรือใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใด ๆ หรือในลักษณะอื่นใดที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสหประชาชาติ” ซึ่งอาจเป็นมาตรการในการป้องกันตนเองล่วงหน้า (Anticipatory defense)
แต่กระนั้น หากรัฐใดถูกรุกราน หรือถูกกระทำโดยวิธีการใด ๆ อันกระทบต่อบูรณภาพแห่งดินแดนก็สามารถใช้สิทธิในการป้องกันตนเองได้ (Self-defense) ภายใต้ข้อบทที่ 51 ที่ได้กำหนดว่า “ไม่มีสิ่งใดในกฎบัตรฉบับนี้ที่จะกระทบต่อสิทธิโดยธรรมชาติในการป้องกันตนเอง ทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม หากมีการโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะดำเนินการที่จำเป็นเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ มาตรการที่ประเทศสมาชิกดำเนินการในการใช้สิทธิป้องกันตนเองนี้จะต้องรายงานต่อคณะมนตรีความมั่นคงโดยทันที และจะไม่ส่งผลกระทบต่ออำนาจและความรับผิดชอบของคณะมนตรีความมั่นคงภายใต้กฎบัตรฉบับนี้ ในการดำเนินการใดๆ ก็ตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อรักษาหรือฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ”
ประเด็นปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐอเมริก-อิสราเอล กับอิหร่านนั้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจและจะต้องพิจารณาถึงการกระทำทั้งสองฝ่ายว่าเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เมื่อสหรัฐอเมริกาได้กล่าวอ้างเหตุแห่งความชอบธรรมในการเปิดฉากการใช้กำลังกับอิหร่านโดยกล่าวอ้างเพียงว่า รัฐบาลแห่งประเทศอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่คุกคามพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา และอาจ "ไปถึงแผ่นดินใหญ่ของอเมริกาได้ในไม่ช้า ประเด็นที่จำเป็นต้องพิจารณาตามข้อบทที่ 2 (4) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ คือ การกล่าวอ้างของสหรัฐอเมริการนั้นถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรง (Emanant peril) ต่ออธิปไตยของอเมริกา หรือประเทศอื่นแล้วหรือยัง หากยังก็ยังไม่อาจถือว่าการใช้กำลังในครั้งนี้เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ
อีกด้านหนึ่ง คือ ผู้ถูกกระทำนั่นคือประเทศอิหร่านนั้นหากต้องการใช้กำลังตอบโต้ภายใต้ข้อบทที่ 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติจะถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เมื่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการใช้สิทธิป้องกันตน (Right to self-defense) จะต้องเป็นกรณีที่ 1) รัฐที่ได้รับความเสียหายนั้นเกิดจากการใช้กำลังโจมตี 2) รัฐที่ได้รับความเสียหายดำเนินการเท่าที่จำเป็นในการป้องกันตนเอง (Necessity) และพอสมควรแก่เหตุในการกระทำ (Proportionality) หรือได้สัดส่วนต่อการกระทำและการตอบโต้ แต่จะต้องเป็นการตอบโต้แก่ผู้กระทำการรุกราน
หากพิจารณาถึงการเกิดขึ้นของความขัดแย้งในครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาเองก็มิได้แสดงให้เห็นถึงภยันตรายที่ร้ายแรง (Emanant peril) เป็นเพียงการกล่าวอ้างว่าอาจส่งผลร้ายต่อตนเอง หรือพันธมิตรของตนซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นเหตุผลเพียงพอในการใช้กำลัง
ในขณะที่อิหร่านนั้นแม้การกระทำที่จะถือว่าเป็นการใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง ก็ต้องหมายความว่าเป็นการกระทำตอบโต้ต่อผู้ก่อภัยในสัดส่วนที่พอเหมาะเพื่อให้ตนเองพ้นภัย แต่ไม่สามารถกระทำการรุนแรงต่อผู้อื่นได้มิฉะนั้น การกระทำดังกล่าวที่กล่าวอ้างว่าเป็นการป้องกันตนเองก็ไม่สามารถกระทำได้เช่นเดียวกัน
ภายใต้ UN Charter ข้อบทที่ 2 (4) และ 51 นั้น จำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่า
สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล: การที่สหรัฐอเมริกาจะกระทำการรุกรานอิหร่านได้จะต้องเป็นเห็นภยันตรายที่ร้ายแรง มิใช่เป็นเพียงการกล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐานที่ชัดเจน และต้องไม่ใช่เพื่ออ้างความชอบธรรมในการรุกราน (Caroline case 1837) จึงจะถือว่าได้ใช้สิทธิตามข้อบทที่ 2 (4) แล้ว
อิหร่าน: การใช้สิทธิในการป้องกันตนเองจะต้องเป็นการกระทำตอบโต้ที่ได้สัดส่วนต่อภัยคุกคาม และจำเป็นที่จะต้องกระทำเพื่อให้ตนเองพ้นภัย และจะต้องเป็นการกระทำต่อผู้ก่อภัย จึงจะถือว่าเป็นไปตามสิทธิที่ได้รับรองไว้ภายใต้ข้อบทที่ 51