คุณภาพของการเลือกตั้งกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย

Last updated: Jan 15, 2019  |  1748 จำนวนผู้เข้าชม  |  การบริหารจัดการการเลือกตั้ง

คุณภาพของการเลือกตั้งกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย

คุณภาพของการเลือกตั้งกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย 

 

ปัทมา สูบกำปัง

นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา

#ความเห็นส่วนตัว

 

เมื่อพูดถึง “การเลือกตั้ง” ประชาชนชาวไทยต่างลุ้นกันว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อใด เลื่อนหรือไม่เลื่อน ในขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ดูเหมือนจะจดจ่อและรอสัญญาณไฟเขียว ส่วนนักเลือกตั้งและพรรคการเมืองต่างก็รอและลุ้น “พระราชกฤษฎีกา”  ดูเหมือนว่าสามเสาหลักของการเลือกตั้งจะลืมส่วนสำคัญอันเป็นเนื้อหาสาระที่นำไปสู่ “คุณภาพของการเลือกตั้ง” 


รัฐธรรมนูญและกฎหมายเน้นเป้าหมาย “การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม” ดังจะเห็นได้จากการปรับระบบตรวจสอบและวินิจฉัยชี้ขาดการเลือกตั้ง จากมีใบสั่งสองใบ คือ “ใบเหลือง” กับ “ใบแดง” ก็เพิ่ม “ใบส้ม” กับ “ใบดำ” เข้ามาอีก อีกทั้งปรับอำนาจการชี้ขาดการเลือกตั้งที่ในอดีตหากเป็นการชี้ขาดก่อนประกาศผลการเลือกตั้งให้เป็นบทบาทอำนาจของ กกต. ต่อจากนี้โอนไปเป็นบทบาทอำนาจของศาล ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และศาลอุทธรณ์ พร้อมกับใส่เครื่องมือที่ปรับจาก กกต. ประจำจังหวัดเป็น “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” และมาตรการลงโทษที่เรียกได้ว่าเป็นยาแรงอันถือได้ว่าเป็นโทษประหารชีวิตทางการเมืองคือการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมไปถึงการยุบพรรคการเมือง

 
กล่าวโดยสรุปได้ว่า กติกาสูงสุดหวังพึ่ง “อำนาจกึ่งตุลาการ” ของ กกต. และ “อำนาจตุลาการ” ของศาลทั้งหลายในการทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมที่ถือเป็นโจทย์ตลอดช่วงเวลากว่า 80 ปีของประชาธิปไตยไทย
 

เห็นได้ชัดว่ากติกาสูงสุดของสังคมไทยยังให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของประชาธิปไตย” ในการขับเคลื่อนสู่ประชาธิปไตยที่มุ่งแต่เป้าหมายปลายทาง ในระหว่างทางจึงละเลยประชาธิปไตย หรือยึดรูปแบบมากจนมองข้ามเนื้อหาไป ดังปรากฏการณ์ที่พบจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่สัดส่วนความต้องการเลือกตั้งมีมากมาโดยตลอด แต่กลับพบว่าความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเลือกตั้งนั้นยังอยู่ในระดับต่ำมาก ดังนี้

          -         ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง พบว่ามีประชาชนร้อยละ 55.2 ยังเข้าใจว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำลังจะจัดขึ้นในปี 2562 ต้องกาบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเช่นเดิม โดยที่ประชาชนในทุกภาค จำนวนเกินร้อยละ 50 ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจำนวนบัตรเลือกตั้ง ยกเว้น ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น โดยที่ร้อยละ 75.0 เข้าใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับจำนวนบัตรเลือกตั้งแล้ว[1]     

          -         ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง พบว่าประชาชนร้อยละ 46.77 ที่ไม่ทราบว่าบัตรเลือกตั้ง ส.ส. ในระบบเลือกตั้งใหม่นี้มีเพียง 1 ใบเท่านั้น ส่วนที่ทราบมีเพียงร้อยละ 51.55 เท่านั้น และไม่ทราบว่าหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองเดียวกันที่สมัครต่างเขตเลือกตั้งนั้นแตกต่างกันถึงร้อยละ 67.20 ส่วนที่ทราบมีเพียงร้อยละ 30.88 เท่านั้น[2]

          -         ผลสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าร้อยละ 64 ไม่เข้าใจและไม่ทราบถึงระบบการเลือกตั้งใหม่ และร้อยละ 83 ไม่เข้าใจและไม่ทราบถึงจำนวน ส.ส.[3] 

          -         ผลสำรวจเกี่ยวกับการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง พบว่ามีประชาชนร้อยละ 77.80 ไม่ทราบว่าต้องกาบัตรลงคะแนนคนละกี่ใบ, ร้อยละ 82.79 ไม่ทราบว่าผู้สมัครของแต่ละพรรคการเมืองในแต่ละเขตเลือกตั้งมีหมายเลขเดียวกันหมดหรือต่างหมายเลขกัน และ ร้อยละ 73.51 ไม่ทราบช่วงเวลาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง[4] 

          -         ผลสำรวจความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง โดยสามอันดับแรกคือรู้ปานกลาง, รู้เล็กน้อย และ ไม่รู้เลย โดยที่อันดับสี่และห้าคือรู้มากและรู้มากที่สุด[5]

 

ปรากฏการณ์เช่นนี้ เราจะคาดหวังคุณภาพของการเลือกตั้งได้อย่างไร?   กกต. ในฐานะองค์กรตรวจสอบอิสระที่รับผิดชอบในการดูแลจัดการและตรวจสอบการเลือกตั้งควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร? เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทดังกล่าวนั้นเพียงจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดก็เป็นอันบรรลุเป้าหมายแล้ว (ซึ่งก็อาจไม่เป็นเช่นนั้นได้เพราะความเสี่ยงเรื่องการเลือกตั้งมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายมีอยู่และฝ่ายที่ไม่ชนะก็เตรียมพร้อมเสนอศาลให้ชี้ขาดอยู่แล้ว)  

ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าเรื่องการกำหนดเขตเลือกตั้ง การจัดทำบัตรเลือกตั้ง การออกกฎเกณฑ์การณรงค์หาเสียงเลือกตั้งและการสร้างทีมตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง  คือ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง การเลือกตั้งระบบใหม่ทั้งในส่วนของการเลือกตั้ง ส.ว. และ ส.ส.โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งของประชาชน หลักเกณฑ์ รูปแบบ วิธีการที่เปลี่ยนไปตามระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่เรียกกันว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” (Mixed Member Proportional : MMP) นั้น 1 คะแนนเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอยู่มีผลเป็น “การตัดสินใจเลือก” เลือกผู้สมัคร เลือกพรรคการเมือง และเลือกนากยกรัฐมนตรีอย่างไร?


โจทย์ท้าทายการแสดงบทบาทของ กกต. ที่ต้องพิสูจน์ให้สังคมได้เห็นว่าเป็นเสาหลักหนึ่งเสาในโครงสร้างอำนาจรัฐของไทยที่มีคุณค่าควรธำรงรักษาไว้ต่อไป คือ ต้องลดสัดส่วนความไม่รู้และไม่เข้าใจต่อการเลือกตั้งของประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่มีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งกฎหมายกำหนดให้บทบาทหน้าที่นี้แก่ กกต. ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชน ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง และความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว[6]  และสุดท้ายต้องวัดผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานโดยอิงเกณฑ์จากการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2554 กล่าวคือ สัดส่วนจำนวนการใช้สิทธิเลือกตั้งที่ไม่ควรต่ำกว่าร้อยละ 75 และจำนวนบัตรเสียที่ไม่ควรเกินร้อยละ 5.3 (บัตรเสียในระบบแบ่งเขตร้อยละ 5.79 และระบบบัญชีรายชื่อ ร้อยละ 4.90)[7]   


หากสองเสาหลักในการเลือกตั้ง คือ กกต. และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ร่วมมือร่วมใจกันทำให้เจตจำนงแท้จริงของปวงชนชาวไทยแปรผลเป็นฉันทามติ (ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายชนะเลือกตั้ง ฝ่ายพ่ายแพ้เลือกตั้ง และประชาชน)  ในการให้ความยินยอมต่อผู้แทนในการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร ภายใต้การนำของฝ่ายเสียงข้างมาก โดยมีฝ่ายเสียงข้างน้อยคอยทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบและเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน

 
หากสองเสาหลักเคลื่อนไปในแนวทางเช่นนี้เราคงมีความหวังว่าจะเกิดการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างอำนาจรัฐทั้งระบบ  โดยที่อีกหนึ่งเสาหลักคือนักการเมืองและพรรคการเมืองต้องถูกปรับเข้าสู่โหมดของการคัดสรรผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีความรู้และคุณภาพในการเข้าไปทำหน้าที่ปวงชนชาวไทย ดังนั้น นอกจากการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพของการเลือกตั้ง โดยที่สองเสาหลักต้องทุ่มเททำงานหนักยิ่งขึ้นในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เพื่อการบรรลุสู่เป้าหมายปลายทางของคุณภาพเสรีประชาธิปไตยต่อไป  



[1] สถาบันพระปกเกล้า. ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ประชาชนพร้อมหรือยังกับการเลือก
ตั้ง” ในโครงการ ‘จับตาการเลือกตั้ง 62 (Election’ 62 Watch) วันที่ 10 ธันวาคม 2561

[2] นิด้าโพล. ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ปี 2562

[3] สมชาย ปรีชาศิลปะกุล เข้าถึงจาก https://prachatai.com/journal/2018/09/78865 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561

[4] สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  เข้าถึงจากhttps://www.thaipost.net/main/detail/21729 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561

[5] 1like1vote เข้าถึงจากhttps://www.1like1vote.net/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87/ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561

[6] พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 22 (5)

[7] สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง. เข้าถึงจากhttps://www.ect.go.th/ect_th/download/article/article_20170405163102.pdf

 

 

Powered by MakeWebEasy.com