“นักวิชาการ” ชี้ 10 กลยุทธ์เครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมืองยุคดิจิทัล

Last updated: Jun 21, 2019  |  303 จำนวนผู้เข้าชม  |  การใช้สื่อดิจิทัลในการหาเสียง

“นักวิชาการ” ชี้  10 กลยุทธ์เครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมืองยุคดิจิทัล

           “นักวิชาการ” ชี้ 10 กลยุทธ์เครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมืองยุคดิจิทัล

         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำ หลักสูตรการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล คณะสถิติประยุต์ (GSAS) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวผ่านเวทีเสวนาระดมความเห็น "นวัตกรรมการหาเสียงเลือกตั้ง"  ในวันที่ 17 มิถุนายน 2562  ณ ห้องประชุม 1 สถาบันพระปกเกล้า (ทิศเหนือ) ซึ่งจัดโดยสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับวิทยาลัยการเมืองการปกครองและสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า  ว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การเมือง (Political Landscape) เป็นความจำเป็นที่ทำให้นวัตกรรมการหาเสียงเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนมากขึ้น หรือเรียกว่า “ความจำเป็นเป็นมารดาแห่งนวัตกรรม”

อะไรคือการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมือง (Political Landscape) ในยุคนี้

  1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่มีอายุเพิ่มขึ้นและอาจเสียชีวิตไปบ้าง ในขณะที่  First Time Voter มีมากถึง 7 ล้านคน
  2. เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของเทคโนโลยี หรือ การระเบิดของกระแส Digital Disruption จึงทำให้เกิดสื่อใหม่เข้ามาแทนที่สื่อแบบเดิม จึงต้องเน้นการส่งสารไปในโลกโซเชียลมากขึ้น
  3. ความเบื่อหน่ายทางการเมืองหลังจากรอมาเป็นเวลานาน จึงต้องการนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ ทางการเมือง
  4. การคลายตัวลงของแนวคิดการแบ่งแยกระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ที่เชื่อมโยงกับทฤษฎีที่กล่าวในหนังสือ “สองนคราประชาธิปไตย” เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การพัฒนาคมนาคม การก้าวข้ามเส้นความยากจน และการเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์
10 กลยุทธ์ เครื่องมือหาเสียงเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์

กลยุทธ์ที่ 1 การสร้างเครื่องมือฟังสังคม (Social Listening Tool)  เพื่อติดตามว่ากระแสข่าวแต่ละช่วงในโลกโซเชียล และค้นหาผู้ที่มีอิทธิพลในโซเชียล (Social Influencer) หรือหัวคะแนนออนไลน์ เพื่อให้เกิดการส่งต่อข้อมูลในวงกว้าง

กลยุทธ์ที่ 2 การกำหนดกลุ่มตลาดเชิงเป้าหมาย (Target Marketing) เพื่อให้สามารถสื่อสารนโยบายของพรรคไปสู่กลุ่มเป้าหมายของพรรคได้ตรงกลุ่ม หรือเรียกว่า การสร้างตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของพรรคให้ชัดเจน

กลยุทธ์ที่ 3 คือ การผลิตสื่อที่ทันสมัยและการเลือกใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่นการทำ Infographic , Visualization เป็นต้น หรือการเลือกใช้ทวิตเตอร์และอินสตาแกรมที่มีคนรุ่นใหม่นิยมใช้

กลยุทธ์ที่ 4 การทำวิจัยตลาดและการกำหนดกลยุทธ์ในการสื่อสารที่ชัดเจน รวมทั้งกำหนดทิศทางการสื่อสารในแต่ละวันในโลกออนไลน์

กลยุทธ์ที่ 5 การทำการตลาดแบบไวรัสโดยใช้ social network (viral marketing) หรือการตลาดแบบปากต่อปาก (Word-of-Mouth Marketing) เพื่อให้เกิด “วาทะกรรม” ติดหูคน เช่น มีการติดแฮชแท็ก #ฟ้ารักพ่อ ของพรรคอนาคตใหม่

กลยุทธ์ที่ 6 การทำการตลาดแบบ sexy and hero marketing เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้บุคคลมีเสน่ห์และความดึงดูดผ่านการสวมเสื้อผ้าที่ไม่เป็นทางการ เหมือนเป็นการ “เสพสารจากเปลือก” นอกจากนี้ยังมีโลโก้พรรคที่ดูทันสมัยและเข้าถึงง่าย

กลยุทธ์ที่ 7 การมีนักรบไซเบอร์ หรือ Cyber Warrior เป็นการสร้างขบวนการการสื่อสาร ตอบโต้เกี่ยวกับพรรคการเมือง นโยบายของพรรค ตลอดจนสร้างกระแสให้แก่พรรคการเมืองต่อสาธารณชน

กลยุทธ์ที่ 8  หัวหน้าพรรคสามารถเป็นโฆษก (spokesperson) ที่สามารถตอบคำถามข้อสงสัยและให้ข้อมูลแก่สาธารณชนได้

กลยุทธ์ที่ 9 การสร้างนโยบายที่มีความแปลกใหม่ไม่ยึดตามขนบธรรมเนียมเดิม (unconventional) โดยเฉพาะการนำเสนอนโยบายให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

กลยุทธ์ที่ 10 การลงทุนกับการใช้สื่อใหม่ (new media) หรือ digital media ที่เป็นการลงทุนน้อยแต่มีความคุ้มค่าสูง

           ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในโลกปัจจุบันได้เข้าสู่ “ยุคดิจิทัล” ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด และในการเลือกตั้งครั้งนี้ “พรรคการเมือง” เองก็ได้มีการสร้างสรรค์ “นวัตกรรมการหาเสียงเลือกตั้ง” ที่ปรับให้ก้าวทันกับเทคโนโลยีและสอดรับกับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย แต่ก็ยังมีพรรคการเมืองบางพรรคที่ยังคงหาเสียงเลือกตั้งแบบเดิม ทำให้พรรคเหล่านั้นไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ส่วนความท้าทายในอนาคตของพรรคการเมือง วิธีการหาเสียงแบบเดิมๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์  ฉะนั้นคงจะต้องหันมาใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เพื่อทำให้ได้รับความนิยมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

Powered by MakeWebEasy.com