การเมืองประชานิยม อุดมการณ์ ที่เป็นมากกว่านโยบาย

Last updated: Feb 28, 2019  |  974 จำนวนผู้เข้าชม  |  ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

การเมืองประชานิยม อุดมการณ์ ที่เป็นมากกว่านโยบาย

การเมืองประชานิยม อุดมการณ์ ที่เป็นมากกว่านโยบาย

จารุวรรณ แก้วมะโน
นักวิชาการสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง
#ความคิดเห็นส่วนตัว

ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง การปรากฏตัวของข้อเสนอเชิงนโยบายจำนวนมากไม่ได้เป็นเพียงสีสันทางการเมืองเท่านั้น แต่นับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่พลเมืองควรพิจารณาในฐานะเหตุปัจจัยในการพิจารณาเลือกผู้แทนจากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพราะนโยบายเป็นสิ่งที่จะกำหนดอนาคตของประเทศและความเป็นอยู่ของคนในชาติไปอีกหลายปี

 “นโยบายประชานิยม” เป็นข้อเสนอหนึ่งที่พรรคการเมืองหลายพรรคใช้ในการหาเสียงในครั้งนี้เพื่อเรียกคะแนนจากประชาชน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบนโยบายที่มีลักษณะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ที่มีฐานะยากจนจากหลายพรรค กระทั่งมีพรรคที่ใช้ชื่อว่า “พรรคประชานิยม” สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ากระแส “ประชานิยม” ยังคงวนเวียนอยู่ในสังคมไทย ดังนั้น จึงสมควรที่พลเมืองไทยจะต้องทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว “ประชานิยม” คืออะไร เกิดขึ้นมาอย่างไร คลี่คลายไปอย่างไร และถูกนำมาใช้อย่างไร ก่อนที่จะ “รัก” หรือ “เกลียด” นโยบายประชานิยมหนึ่งๆและตัดสินใจเลือกผู้แทนในครั้งนี้

การทำความเข้าใจ “ประชานิยม” นั้นควรเริ่มต้นจากการสลัดตนเองให้หลุดออกจากกรอบ “นโยบายประชานิยม” (populist policy) เสียก่อน เพราะ “นโยบายประชานิยม” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “การเมืองแบบประชานิยม” เท่านั้น (populist politics)

“ประชานิยม” เกิดขึ้นโดยมีอุดมการณ์ทางการเมืองบางประการอยู่เบื้องหลังในการสร้างความเท่าเทียมกันลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นผู้ปกครองและชนชั้นผู้ใต้ปกครอง เริ่มมีปรากฏมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีพัฒนาการที่ชัดเจน 3 ช่วง[1] เริ่มจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการชาวนา ขบวนการแรงงานในประเทศแถบละตินอเมริกาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้นำที่ผูกขาดผลประโยชน์จากเสรีนิยมการค้าและโลกาภิวัตน์ไว้กับกลุ่มตนพวกตนฝ่ายเดียวอันนำไปสู่ลักษณะอำนาจนิยมและรัฐไม่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน จึงนำไปสู่การเรียกร้องของคนกลุ่มนี้เพื่อให้นโยบายมีลักษณะตอบสนองต่อปากท้องของประชาชนมากขึ้น

ในยุโรปตะวันตกก็เผชิญปัญหาเรื่องความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนชั้นกลางระดับล่างและชนชั้นแรงงานเช่นกัน อันนำไปสู่การลุกฮือของกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมและนโยบายที่ให้ความสำคัญกับพวกเขาบ้าง ขณะที่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ในสภาพโซเวียต และความอ่อนแอของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เคยครองการนำในการกำหนดนโยบายต่างๆเพื่อสร้างความเท่าเทียม

แบบกดทับศักยภาพมนุษย์ไว้ ก็ทำให้กลุ่มกรรมกรและชาวนาลุกฮือต่อต้านรัฐบาลประเภทนั้นเช่นกัน ส่งผลให้นโยบายในยุคต่อมาต้องพยายามรวม (include) รวมคนกลุ่มที่เคยอยู่ชายขอบนโยบายเหล่านี้ไว้ด้วย

เหล่านี้คือพัฒนาการการต่อสู้ทางการเมืองของพลเมืองที่เกิดขึ้นและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของผู้ปกครองในเวลาต่อมาที่เห็นความสำคัญและรวมกลุ่มคนที่เป็นชนชั้นล่างและชนชั้นแรงงานไว้เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบายในเวลาต่อมามากขึ้น นโยบายประชานิยม ที่เป็นมากกว่านโยบายแต่เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีเรื่องของการต่อสู้และการพยายามลดทอนความเหลื่อมล้ำอยู่ด้วย 

ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ กล่าวว่า การศึกษาเรื่องประชานิยมนั้นควรต้องมองไปไกลกว่าเรื่องของนโยบายแต่ต้องมองในฐานะที่ “ประชานิยม” เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองประเภทหนึ่งหรือ “การเมืองประชานิยม” (populist politics)[2] หากมองในแง่นี้จะทำให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจที่มาที่ไป พัฒนาการ การใช้และการคลี่คลายของประชานิยมได้กว้างขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาแนวทางการจัดการหรืออยู่ร่วมกับประชานิยมต่อไปได้อย่างเหมาะสม เพราะเมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของ “การเมืองประชานิยม” เราจะเห็นได้ว่ามีลักษณะของการผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเชิงนโยบายจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน (bottom up) ซึ่งมีลักษณะของกระบวนการประชาธิปไตยอยู่ในที

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการเมืองประชานิยมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงทำให้อุดมการณ์เบื้องหลังถูกลดทอนเหลือเพียง “เทคนิค” บางอย่างที่ถูกเลือกนำมาใช้เพื่อติดฉลากให้กับข้อเสนอเชิงนโยบายบางเรื่องว่าเป็นประชานิยมซึ่งนั่นทำให้คุณค่าเชิงอุดมการณ์ของประชานิยมและการมีส่วนร่วมของพลเมืองถูกลดทอนลงไปและถูกมองในแง่ร้ายในเวลาต่อมา ดังที่ ยอห์น-เวอร์เนอร์ มุลเลอร์ (Jan-Werner Müller) ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างเฉียบคมว่าประชานิยมที่มีปัญหาในทุกวันนี้เป็นเพราะมีผู้ตั้งตนว่าเป็น “คุณรู้ดี” ที่แสดงตัวว่าตนเองคือผู้เดียวที่รู้ดีที่สุดว่า “ประชาชน” ต้องการอะไรและสามารถพูดแทน “ประชาชนทั้งหมด” ได้ ทั้งที่แท้จริงแล้ว “ประชาชน” ที่กล่าวอ้างเป็นเพียงคนบางกลุ่มในสังคมเท่านั้น[3]

ลักษณะเช่นนี้จึงแฝงไปด้วยการหยิ่งผยองในอำนาจอยู่ในที ซึ่งสุดท้ายก็ทำลายอุดมการณ์ “ประชานิยม” ลงให้เหลือเพียงคำสั่งสูงสุดจากผู้นำที่จะมีต่อประชาชนในฐานะผู้รับนโยบายแต่ไม่มีส่วนร่วมคิดร่วมผลักดันนโนบายตามนัยที่เคยมีในสมัยก่อน ซึ่งนั่นเป็นทั้งจุดตั้งต้นและจุดจบของประชานิยม ตลกร้ายที่สุดคือผู้ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชนและต้องการต่อต้านรัฐบาลเก่าที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ได้ผันตนเองกลายเป็นผู้ที่ดึงรั้งอำนาจและกระทำการไม่ต่างจากรัฐบาลก่อนหน้าที่เขาต่อต้านเลยในแง่นี้ประชานิยมจึงสุ่มเสี่ยงต่อการกลายเป็นเผด็จการอำนาจนิยมหากนำมาใช้อย่างผิดๆ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อชี้ชวนท่านผู้อ่านให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของประชานิยมว่าเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองประการหนึ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วและคู่ขนานไปกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ต่อเมื่อถูกนำมาใช้โดยบิดเบือน จึงทำให้ “คำนี้” ตกเป็นจำเลย เพราะนำไปสู่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ อาทิ ประเทศอาร์เจนตินา และ ประเทศเวเนซูเอลา ด้านประเทศไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้วังวนนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

ในโอกาสที่พลเมืองทุกท่านจะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกผู้แทนกันอีกครั้งภายใต้ที่หลีกเลี่ยงนโยบายประชานิยมไม่ได้เช่นนี้ จึงควรที่ท่านจะทราบที่มาที่ไปและความบิดเบือนทางความคิดที่นำไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกผู้แทนจากนโยบายที่ดีที่สุด อย่างน้อยต้องเป็นนโยบายที่ครอบคลุมมิติของความเป็นไปได้ของนโยบายอย่างยั่งยืน เป็นนโยบายที่สร้างสรรค์ จริงใจ และนำไปสู่ความปรองดองในท้ายที่สุดเมื่อนโยบายดังกล่าวถูกนำมาปฏิบัติในสังคม

 
[1] พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. “จากประชานิยมสู่ไทยนิยม ประชารัฐ และวิเศษนิยม. มติชนออนไลน์. (27 พ.ย. 2561) https://www.matichon.co.th/article/news_1245742
[2] Müller, Jan-Werner. What Is Populism?. Philadelphia : University of Pennsylvania Press. 2016
[3] Kosuke Mizuno and Pasuk Phongpaichit, Eds. Populism in Asia. Singapore : NUS Press in association with Kyoto University Press, 2009.

Powered by MakeWebEasy.com