หลากสีสันการเมือง เรื่อง “ป้ายหาเสียง”

Last updated: Feb 18, 2019  |  2528 จำนวนผู้เข้าชม  |  พรรคการเมือง

หลากสีสันการเมือง เรื่อง “ป้ายหาเสียง”

หลากสีสันการเมือง เรื่อง “ป้ายหาเสียง”

ดร.เลิศพร อุดมพงษ์
นักวิชาการ สำนักวิจัยและพัฒนา
# ความคิดเห็นส่วนตัว

เหลือเวลาประมาณหนึ่งเดือนสำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่หลายคนกล่าวว่า เป็น 8 ปีที่รอคอย แต่ทว่าไม่ง่ายนักสำหรับนักเลือกตั้งที่อาสาลงแข่งขันชิงชัยในศึกเลือกตั้ง 62 นี้ เนื่องจากกติกาใหม่ตามรัฐธรรมนูญได้ให้ความสำคัญกับ “ทุก ๆ คะแนนเสียง” เพราะจะมีการหยิบคะแนนที่เคยว่ากันว่าเป็นคะแนน “ตกน้ำ” รวบรวมมาแบ่งสันปันส่วนให้แต่ละพรรคการเมืองได้มีโอกาสของการมีผู้แทน แม้ว่าจะไม่ชนะเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตก็ตาม ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ต้องการให้มีผู้แทนในจำนวนที่เหมาะสมตามความนิยมที่ประชาชนทั้งประเทศมอบให้ ซึ่งคะแนนดังกล่าวจะต้องมาจากการหักจำนวน vote no และ บัตรเสียออก รวมทั้ง เมื่อคำนวณจำนวน ส.ส. พึงมีที่พรรคนั้นๆ ควรได้แล้ว นำไปลบออกด้วยจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต จึงจะได้มาซึ่งจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคต่างๆ 

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสและความหวังของพรรคการเมืองหน้าใหม่ที่จะคว้าเก้าอี้ในสภาได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งก็ขึ้นกับกำลังที่จะสามารถจัดผู้สมัครไปลงได้ตามเขตต่างๆ  หากลงจำนวนเขตมาก โอกาสจะได้เสียงมาหนุนก็มากด้วยเช่นกัน ดังนั้น การทำให้ได้เสียงจากการกาบัตรเพียง 1 ใบนี้ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกพรรคต้องช่วงชิงคะแนนให้ได้มาเป็นของตน ทีมยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของแต่ละพรรคจึงต้องคิดหายุทธวิธีต่างๆ เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนสามารถจดจำผู้สมัครของพรรคให้ได้อย่างแม่นยำ

 อ้อ!! ลืมบอกไปอีกอย่างว่า กติกาใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาจากที่กล่าวไปตอนต้นแล้ว ยังมีเรื่องของเบอร์ผู้สมัครที่แต่ละเขตจะได้หมายเลขไม่ซ้ำกัน หรือ มีโอกาสน้อยมากที่ต่างเขตจะจับฉลากได้หมายเลขเดียวกัน ความซับซ้อนดังกล่าวยิ่งทำให้มีความเข้มข้นในการรณรงค์หาเสียงมากขึ้นไปอีก

 อย่างไรก็ตาม ยุทธวิธีที่แทบทุกพรรคยังคงเลือกใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือ การใช้ “ป้ายหาเสียงเลือกตั้ง” ก็ต้องบอกว่าแม้เราจะเข้าสู่ยุคดิจิตัล และ คณะกรรมการการเลือกตั้งยังอนุญาตให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถหาเสียงผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ได้แล้วก็ตาม แต่เพื่อให้ประชาชนเกิดความคุ้นชินกับผู้สมัคร การใช้ป้ายหาเสียงยังถือว่าสามารถเข้าถึงชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ได้ดีกว่า เช่น ตามถนนหนทาง เสาไฟฟ้า ตามป้ายรอรถประจำทาง รวมไปถึงตามถนน ในตรอกซอกซอยเราก็ยังคงพบเห็นป้ายรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งดังเช่นอดีตที่ผ่านมาอยู่ในศึกการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

 บทความนี้เลยจะขอสำรวจดูว่ารูปแบบป้ายหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ มีอะไรใหม่ที่น่าสนใจ หรือ มีวิธีการสื่อสารอย่างไรกับประชาชนเพื่อให้ตัดสินใจมาเลือกพรรคของตนกันบ้าง ซึ่งผู้เขียนได้สำรวจในพื้นที่แถวศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่กรณีศึกษา โดยระยะทางการสำรวจเริ่มจากตึกศาลปกครอง ริมถนนแจ้งวัฒนะ ไปจนถึงแยกคลองประปา (ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562)

อันดับแรก ผู้เขียนได้สืบค้นข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่ โดยใช้รหัสไปรษณีย์ผ่านเว็ปไซต์ https://elect.in.th/candidates/ ก็ทำให้ทราบว่า พื้นที่นี้อยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร มีผู้สมัครทั้งสิ้น 19 คน

ผู้สมัครที่มีป้ายหาเสียง: ผลจากการสำรวจ พบว่า มีแผ่นป้ายหาเสียงจากพรรคการเมือง 12 พรรค โดยแบ่งเป็นป้ายหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 11 พรรค คิดเป็นร้อยละ 57.89 ของจำนวนผู้สมัครทั้งหมดในเขตนี้ และที่น่าสังเกต คือ มี 1 พรรคที่ไม่มีผู้สมัครในเขตนี้ แต่มีป้ายหาเสียงเลือกตั้ง คือ พรรคไทยรักษาชาติ

 สิ่งที่ทุกพรรคบรรจุลงในป้ายหาเสียง: ในจำนวน 12 พรรคการเมืองที่มีการใช้แผ่นป้ายหาเสียง พบว่า ทุกพรรคจะใส่ “ชื่อพรรค” และ “โลโก้พรรค” รวมทั้ง การกำหนดสีบนแผ่นป้าย พบว่า ทุกพรรคก็จะเลือกใช้ “สีประจำพรรค” เป็นสีหลักบนแผ่นป้าย เพื่อสะท้อนความเป็นพรรคของตนอย่างชัดเจน

 หมายเลขผู้สมัคร ชื่อและรูปผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต: ทุกพรรคจะมีการระบุหมายเลขประจำตัว ชื่อและรูปของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างชัดเจน ยกเว้น พรรคประชานิยม พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งทั้งสองพรรคมีผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในพื้นที่แต่ไม่ได้ระบุหมายเลขผู้สมัครไว้ที่แผ่นป้ายหาเสียง  และ พรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในพื้นที่ จึงไม่มีรายละเอียดของผู้สมัครในแผ่นป้ายหาเสียง

การใช้รูปหัวหน้าพรรค/ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคมาประกอบในแผ่นป้ายหาเสียง: พบว่า มี 7 พรรคการเมือง หรือ คิดเป็นร้อยละ 58.3 ที่มีการนำภาพของหัวหน้าพรรค/ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคมาประกอบในแผ่นป้ายหาเสียง และมีข้อสังเกตว่าทั้ง 7 พรรคเป็นพรรคที่ยังไม่เคยชนะเลือกตั้งในเขตนี้ กับ เป็นพรรคใหม่ที่เพิ่งมาลงในเขต ส่วนพรรคที่เคยได้รับความนิยมในพื้นที่อย่าง พรรคเพื่อไทย แชมป์เก่า และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีคะแนนนิยมจากการเลือกตั้งปี 2554 มาเป็นลำดับที่ 2 ไม่มีการใช้ภาพของหัวหน้าพรรค/ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคมาประกอบในแผ่นป้ายหาเสียง

นอกจากนี้ ยังพบว่า มีพรรคเดียวที่มีการระบุชื่อหัวหน้าพรรค/ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคในแผ่นป้าย ร่วมกับชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค คือ พรรคเสรีรวมไทย        

คำขวัญประจำพรรค: เป็นที่น่าสนใจว่า พรรคส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 75 มิได้มีการนำคำขวัญประจำพรรคมาบรรจุลงในป้ายหาเสียง มีเพียงพรรคประชานิยม เท่านั้นที่นำคำขวัญพรรคมาใช้ ส่วนพรรคเพื่อชาติและพรรคภูมิใจไทย ได้ตัดบางส่วนของคำขวัญประจำพรรคมาใช้ประกอบในแผ่นป้ายหาเสียง

การนำสื่อสังคมออนไลน์มาใช้บนแผ่นป้ายหาเสียง: เป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยที่จากการสำรวจ พบว่า มีเพียง 4 พรรคการเมือง หรือ คิดเป็นร้อยละ 33.3 เท่านั้นที่มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์มาเป็นเครื่องมือช่วยสื่อสารในการแนะนำตัวผู้สมัคร โดยเฟซบุ๊คเป็นสื่อที่ถูกใช้มากที่สุด และ 3 ใน 4 พรรคนี้ มีการนำ QR code มาใช้ประกอบในแผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้ง คือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเสรีรวมไทย ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้ทดลองสแกนเข้าไป พบว่า QR code ของพรรคพลังประชารัฐ จะเชื่อมต่อข้อมูลที่เป็นวิดีโอแนะนำตัวผู้สมัคร พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ช่องทางการสื่อสารกับผู้สมัครด้วยวิธีการต่างๆ เพิ่มเติม ส่วน QR code ของพรรคประชาธิปัตย์จะเชื่อมต่อข้อมูลเฟซบุ๊คส่วนตัวของผู้สมัคร และ QR code ของพรรคเสรีรวมไทย จะเชื่อมต่อไปยังโปรแกรม “ไลน์” ส่วนตัวของผู้สมัครโดยตรง

นอกจากนี้พบว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเดียวที่เสนอช่องทางการติดต่อกับผู้สมัครได้ผ่านทางอีเมล์

ว่าด้วยเรื่องความเป็นที่สุด

สีของป้ายหาเสียง : การเลือกใช้สีสันก็นับว่าเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยดึงดูดให้ผู้คนหันมาสนใจมอง ซึ่งจากการวิเคราะห์ พบว่า สีที่ถูกเลือกใช้บนป้ายหาเสียงมากที่สุดกว่าร้อยละ 75 คือ “สีน้ำเงิน”

 จำนวนบุคคลที่ปรากฎในป้ายหาเสียง : จากการสำรวจ พบว่า พรรคการเมืองใหม่ หรือ พรรคที่มีผู้สมัครหน้าใหม่ ซึ่งอาจจะไม่เป็นที่รู้จักในพื้นที่มากนัก จะมีการนำภาพของบุคคลสำคัญในพรรค อาทิ หัวหน้าพรรค ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค อดีต ส.ส.ที่เคยได้รับเลือกตั้ง หรือ แกนนำพรรคคนสำคัญที่มักปรากฏตามหน้าสื่อมวลชนมาประกบคู่ด้วยในป้ายหาเสียง โดยพรรคที่มีการนำรูปผู้สมัครและบุคคลสำคัญของพรรคมาบรรจุในป้ายหาเสียงมากที่สุด คือ “พรรคประชาชาติ” ซึ่งมีภาพบุคคลในแผ่นป้ายหาเสียง รวม 6 คน รองลงมา คือ พรรคชาติไทยพัฒนา มีบุคคลในแผ่นป้ายรวม 3 คน แต่ส่วนใหญ่พบว่า จะมีการใช้ภาพบุคคลในแผ่นป้ายหาเสียง 2 คน มากที่สุด

กล่าวโดยสรุปผลจากการสำรวจนี้ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความพยายามอย่างยิ่งของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ที่มีการปรับยุทธวิธีในการช่วงชิงคะแนนเสียงให้ได้มากที่สุด ภายใต้กฎกติกาที่มีความซับซ้อนของการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะพรรคการเมืองหน้าใหม่ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายมาก

ผลสรุปจากการสำรวจสะท้อนว่า การเลือกใช้ “สีสัน” และ “ภาพตัวบุคคลสำคัญ” ที่มีความเป็นตัวแทนในการแสดงออกถึงความเป็นพรรคการเมืองเพื่อให้คนจดจำได้ง่ายยังคงเป็นยุทธวิธีสำคัญที่ถูกหยิบมาใช้มากที่สุดในแผ่นป้ายหาเสียง ในขณะที่การชูนโยบายสำคัญของพรรคดูจะเป็นเรื่องรองลงไป เพราะเท่าที่สังเกตการใช้ภาษาข้อความในแผ่นป้ายหาเสียงไม่ได้มีความโดดเด่นมากนัก เมื่อเปรียบกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา

โจทย์สำคัญที่พรรคต้องการสื่อสารไปถึงประชาชนสำหรับพรรคเก่า คือ จะทำอย่างไรให้คนที่เคยสนับสนุนยังคงเทคะแนนให้ และ ทำอย่างไรจะได้คะแนนนิยมเพิ่มเติมเพื่อรักษาฐานเสียง ในขณะที่พรรคการเมืองหน้าใหม่ ต้องทำงานหนักในการสื่อสารเพื่อช่วงชิงคะแนนนิยมจากพรรคการเมืองเก่าในพื้นที่ และต้องเปลี่ยนความนิยมให้เป็นคะแนนเสียงจริงให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปใช้ในการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

อย่างไรก็ดี การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งยังมีช่องทางอื่นๆ อีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อสังคมออนไลน์ การลงพื้นที่พบปะประชาชนโดยตรง หรือ การใช้รถหาเสียง ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนไปจนถึงวันกาบัตรอย่างแน่นอน ขอให้ร่วมกันติดตามอย่างไม่กะพริบตา

Powered by MakeWebEasy.com