การตรวจ-ตัดสิน “สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ก่อนถึงมือประชาชน

การตรวจ-ตัดสิน “สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ก่อนถึงมือประชาชน

 

การตรวจ-ตัดสิน “สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ก่อนถึงมือประชาชน



ปัทมา  สูบกำปัง

นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา

#ความคิดเห็นส่วนตัว


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไป วันที่ 24 มีนาคม 2562 นี้ปรากฏว่ามีประวัติศาสตร์ให้ต้องบันทึกความเป็นที่สุด นอกจากเรื่องการลุ้นว่ามีเลือกตั้งหรือไม่มี????   คือการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีที่นั่งในสภารวมทั้งสิ้น 500 คน  อันถือว่าเป็น “สภาล่าง” ในระบบรัฐสภาของไทยที่เป็นระบบสภาคู่ (Bicameral System)  ซึ่งอีกหนึ่งสภาคือสภาสูง หรือวุฒิสภานั้นตามบทเฉพาะกาลมีจำนวนรวม 250 คน ทั้งนี้ สมาชิกทั้งสองสภาล้วนอยู่ในฐานะ “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ทำลายสถิติคือมีผู้สนใจเสนอตัวเองลงสู่สนามการเลือกตั้งเพื่อเป็นตัวเลือกของประชาชน จำนวนมากเป็นประวัติการณ์  เมื่อปิดการสมัครรับเลือกตั้งที่เปิดรับระหว่างวันที่ 4 - 8 กุมภาพันธ์ 2562  เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปตัวเลขจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. รวมทั้งสิ้น 13,846 คน โดยแบ่งเป็นการสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แบบเขตเลือกตั้ง 11,128 คน จาก 80 พรรคการเมือง และสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 2,718 คน จาก 72 พรรคการเมือง 

ในขณะที่มีพรรคการเมืองขอจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง ณ วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2561 จำนวนรวม 102 พรรคการเมือง และมีพรรคการเมืองเข้าร่วมในการแข่งขันการเลือกตั้งในครั้งนี้ 80 พรรคการเมือง คิดเป็นร้อยละ 78 ที่มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ พิจารณาในแง่คู่แข่งขันการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเพื่อเข้าไปนั่งในสภา คือ 1 : 31.79 คน ส่วนการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ คือ 1 : 18.12 คน ทำให้บทบาทหนักตกอยู่กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้ที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

ในด้านหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่มีตัวเลือกมากสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งนั้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งคงต้องฝึกความจำและการไตร่ตรองด้วยวิจารณญาณกันหนักมาก  ควรจดและจำหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตน ศึกษาแนวนโยบายของแต่ละพรรคซึ่งมีจำนวนมากและหลากหลาย เพราะถ้าจำผิดอาจยกคะแนนให้คนที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนไปฟรีๆ ได้ และหากพรรคที่ตนชื่นชอบไม่ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เราจะใช้สิทธิกับ 1 เสียงที่มีอย่างไร    

เมื่อถามว่าแล้วมีใครรับหน้าที่ในการตรวจสอบคัดกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งเหล่านั้นก่อนถึงมือประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งหรือไม่  ตามกฎหมายกำหนดให้มีการตรวจสอบสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ อีกนัยหนึ่งคือตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง[1] โดยแบ่งตามประเภท ส.ส. ดังนี้

ตรวจสอบสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ดังนี้

1. หลังการรับสมัคร  

“ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง” หรือ ผอ.กกต.เขต คือผู้มีหน้าที่ตรวจสอบการสมัครของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หากเห็นว่าผู้สมัครส่งเอกสารและหลักฐาน[2] ไม่ถูกต้องครบถ้วนให้คืนเอกสารและหลักฐานทั้งหมดให้ผู้สมัครนั้น   แต่ถ้าส่งเอกสารและหลักฐานถูกต้องครบถ้วนแล้ว  ให้ออก “หลักฐานการรับสมัครรับเลือกตั้ง” ให้แก่ผู้สมัครนั้นเรียงตามลำดับการยื่นสมัคร และให้ทำสำเนาคู่ฉบับไว้เป็นหลักฐานและให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายใน 7 วันนับแต่วันปิดรับสมัครไว้โดยเปิดเผย ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่อื่น  โดยประกาศดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีชื่อตัว ชื่อสกุล และรูปถ่ายของผู้สมัคร พรรคการเมืองที่สังกัด และหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่จะใช้ในการออกเสียงลงคะแนน

จากกรอบเวลาข้างต้น ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องพิจารณาตรวจสอบการสมัคร รับเลือกตั้งและ “ประกาศรายชื่อ” ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง ภายในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 นี้ และหากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่รับสมัครผู้ใด หรือไม่ประกาศรายชื่อบุคคลใดเป็นผู้สมัคร บุคคลดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ไม่รับสมัครหรือวันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร ทั้งนี้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล

2. ก่อนวันเลือกตั้ง คือก่อนวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2562

ผอ.กกต.เขต ตรวจสอบหากเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้นั้นออกจาก “ประกาศรายชื่อผู้สมัคร”

3. ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง

ผอ.กกต.เขต ยังคงมีสิทธิตรวจสอบคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หากเห็นว่าผู้สมัครรายใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และผู้สมัครผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ให้เสนอเรื่องต่อ กกต. เพื่อวินิจฉัย หากคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่าผู้สมัครผู้นั้นมีเหตุดังกล่าว  ให้มีคำสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นและสั่งให้ดำเนินการ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่หากผู้สมัครผู้นั้นได้คะแนนไม่อยู่ในลำดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ไม่ให้นำคะแนนของผู้สมัครรายดังกล่าวไปใช้ในการคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ

บทลงโทษสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่รู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่มาสมัครรับเลือกตั้ง อาจถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว ที่เรียกว่า “ใบส้ม” ต้องออกจากการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

4. หลังประกาศผลการเลือกตั้ง

แม้ว่าประกาศผลการเลือกตั้ง และผู้ได้รับการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่ง ส.ส. แล้ว  หาก กกต.เห็นว่าบุคคลดังกล่าวขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่ง ส.ส. ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด  และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น กรณีที่ผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิดหรือไม่แจ้งข้อความจริงนั้น โดยให้ถือว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ด้วย

ตรวจสอบสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ดังนี้

การตรวจสอบสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. นั้น กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของ กกต. หากเห็นว่าพรรคการเมืองยื่นเอกสารหรือหลักฐานการสมัครของผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนจ ก็มีอำนาจไม่รับสมัครได้ 

กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ภายใน 7 วันนับแต่วันรับสมัคร คือต้องประกาศภายในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562  หากคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่รับสมัครบุคคลใดหรือไม่ประกาศรายชื่อบุคคลใดเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ  บุคคลดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 7 วันนับแต่วันที่ไม่รับสมัครหรือวันประกาศรายชื่อ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล

เมื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อแล้ว ก่อนวันเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่ามีผู้สมัครรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม   ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครดังกล่าว 

การตรวจตราคัดกรองสิทธิสมัครรับเลือกตั้งโดยการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งสองประเภทไม่ได้ผูกขาดอำนาจไว้แต่เพียงองค์กรดังกล่าวมาแล้วเท่านั้น  กฎหมายได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีสิทธิยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยยื่นคำร้องภายใน 7 วันนับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร  ผลคำวินิจฉัยของ กกต. ให้ถอนการสมัครของผู้ใด ผู้นั้นมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วันนับแต่วันที่ถูกถอนการสมัคร 

กล่าวได้ว่าการตรวจและตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม  เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด  ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผลโดยตรงต่อการออกเสียงเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้ง รวมตลอดไปถึงการดำรงตำแหน่ง ส.ส. ที่จะเกิดขึ้นหลังการประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว อีกทั้งต่อเนื่องไปถึงการต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่กรณีที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เข้าสู่สนามการเลือกตั้งโดยไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วย  โทษทัณฑ์สำหรับผู้สมัครที่ไม่สุจริต คือ รู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแต่ปกปิดหรือไม่แจ้งข้อความจริงถึงกับต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คือต้องพ้นออกไปจากแวดวงการเมืองเลยทีเดียว

การเลือกตั้งจะเสรีและเป็นธรรม (Free and Fair) อย่างแท้จริงหรือไม่??? ด่านแรกอยู่ที่การตรวจสอบสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนี่เอง การตรวจสอบและชี้ขาดที่เที่ยงธรรมและการเข้าร่วมแข่งขันบนหลักความสุจริต คือ กระบวนการที่จะนำไปสู่เป้าหมายการมีผู้แทนปวงชนชาวไทยที่สมเกียรติและศักดิ์ศรี  เราชาวไทยทุกคนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยและช่วยกันได้ อย่างน้อยที่สุดคือการติดตามข้อมูลข่าวสาร เพื่อรับรู้รับทราบข้อความจริง เพื่อใช้สติไตร่ตรองและมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมีคุณภาพ การชมและเชียร์จะมีอรรถรสยิ่งขึ้น หากเรารู้กฎกติกาการแข่งขัน รวมถึงรู้เท่าทันคนคุมเกมส์และชี้ขาด กระบวนการก่อนวันใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งจึงสำคัญไม่น้อย และเป็นอีกก้าวย่างของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของเราชาวไทย


[1] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 97 และมาตรา 98 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 41 และมาตรา 42
[2] ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

Powered by MakeWebEasy.com