ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมคิดคะแนนอย่างไร?

Last updated: Feb 18, 2019  |  3723 จำนวนผู้เข้าชม  |  ระบบการเลือกตั้งใหม่

ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมคิดคะแนนอย่างไร?

ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมคิดคะแนนอย่างไร?

ปุรวิชญ์ วัฒนสุข
นักวิชาการ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง
#ความคิดเห็นส่วนตัว

การเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 นี้ จะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญประการหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งใหม่ ที่เรียกว่า “ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม” (Mixed-Member Apportionment System : MMA) ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างจากระบบเลือกตั้งที่ประเทศไทยเคยใช้มาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการคิดคะแนนและจัดสรรจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ในบทความนี้จะอธิบายวิธีการคิดคะแนนในระบบเลือกตั้งนี้กัน

หลักการสำคัญของระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมนั้น คือ ทุกคะแนนเสียงจะถูกนำไปคิดคะแนน เพื่อไม่ให้มีคะแนนที่สูญเปล่า (wasted votes) หรือที่เรียกกันว่า “คะแนนเสียงตกน้ำ” ซึ่งในระบบเลือกตั้งนี้ จะมีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัคร ส.ส. ในเขตของตนเองเท่านั้น แต่บัตรเลือกตั้งที่กาลงไป จะเป็นคะแนนให้กับทั้งผู้สมัคร ส.ส. ในเขตเลือกตั้งที่เราเลือก และคะแนนในเขตเลือกตั้งนี้ก็จะถูกนำไปรวมเป็นคะแนนที่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นๆ จากทั้งประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเลือกตั้งในระบบเลือกตั้งนี้ จะเป็นทั้งการเลือก​ “คน” และ “พรรค” ในคราวเดียวกันด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวนั่นเอง

ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมนี้มีวิธีการคิดคะแนนอย่างไร? เนื่องจากในระบบเลือกตั้งนี้จะใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว กระบวนการคิดคะแนนจึงมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร ในเบื้องต้น จำนวน ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นมีทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต จากเขตเลือกตั้งแบบหนึ่งเขตหนึ่งคนทั้งประเทศทั้งหมด 350 คน และอีก 150 คน เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว ในส่วนของ ส.ส. เขตเลือกตั้งนั้น ผู้สมัคร ส.ส. ที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้ง จะเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ แต่ในส่วนของการคิดคะแนนระบบบัญชีรายชื่อนั้น มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. นำผลรวมของคะแนนที่เลือก ส.ส. เขตเลือกตั้งจากทั้งประเทศของพรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อแล้วหารด้วย 500 (จำนวน ส.ส. ทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร) จะได้สัดส่วนคะแนนต่อ ส.ส. 1 คน
  2. นำสัดส่วนคะแนนต่อ ส.ส. 1 คนที่ได้จากหารด้วย 500 ไปหารผลคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคนั้นๆ ได้จากระบบเขต จะได้เป็นจำนวน ส.ส. ที่พรรคนั้นๆ พึงมีได้
  3. นำจำนวน ส.ส. ที่พรรคนั้นๆ พึงมี ลบด้วยจำนวน ส.ส. เขตที่พรรคนั้นๆ ได้รับ จะได้จำนวนส.ส. บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นๆ พึงจะได้รับ
  4. ถ้าพรรคการเมืองใดได้จำนวน ส.ส. เขตเท่ากับหรือสูงกว่าจำนวนส.ส. ที่พรรคนั้นๆ พึงมี ให้พรรคนั้นๆมี ส.ส. เขตอย่างเดียว ไม่มีสิทธิได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และให้นำจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่พึงได้ ไปจัดสรรให้พรรคอื่นที่มี ส.ส. เขตต่ำกว่าจำนวน ส.ส. ที่พรรคนั้นๆ พึงมีได้ ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคนั้นๆ มี ส.ส. เกินกว่าจำนวนที่พึงมี
  5. เมื่อได้จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคแล้ว ให้ผู้สมัคร ตามลำดับในบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.
ในระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมนี้ ไม่มีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ (Threshold) ที่พรรคการเมืองต้องมีจึงจะได้รับการคำนวณจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ทุกคะแนนที่พรรคได้รับจากเขตเลือกตั้ง (และพรรคนั้นๆ ส่งผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อด้วย) จะถูกนำมาคำนวณและจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ
ตัวอย่างการคำนวณและจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ (1)
  • คะแนนจากการเลือกตั้งในระบบเขตทั้งประเทศ เมื่อลบด้วยคะแนนไม่ประสงค์ลงคะแนน (vote no) และบัตรเสีย ออกแล้ว อยู่ที่ 35,000,000
  • เมื่อหารด้วยจำนวน ส.ส. ทั้งหมด จะได้สัดส่วนคะแนนเท่ากับ 70,000 คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน
  • พรรค ก. ได้คะแนน ส.ส. เขต ทั้งประเทศอยู่ที่ 4,200,000 คะแนน
  • เมื่อนำสัดส่วนคะแนน 70,000 ไปหารแล้ว พรรค ก. พึงมีจำนวนส.ส. ทั้งหมด 60 คน
  • พรรค ก. ได้จำนวน ส.ส. เขต ทั้งหมด 40 คน
  • พรรค ก. จึงจะได้รับการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่ออีก 20 คน
  • ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรค ก. ที่อยู่ในลำดับที่ 1-20 จะเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ

ตัวอย่างการคำนวณและจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ (2)

  • คะแนนจากการเลือกตั้งในระบบเขตทั้งประเทศ เมื่อลบด้วยคะแนนไม่ประสงค์ลงคะแนน (vote no) และบัตรเสีย ออกแล้ว อยู่ที่ 35,000,000
  • พรรค ข.  ได้คะแนน ส.ส. เขตทั้งประเทศ 1,000,000 คะแนน
  • เมื่อนำสัดส่วนคะแนน 70,000 ไปหารแล้ว พรรค ข. พึงมี ส.ส. จำนวน 14 คน
  • พรรค ข. ได้จำนวน ส.ส. เขตมา 18 คน ซึ่งเกินกว่าจำนวน ส.ส. ที่พึงมี
  • เท่ากับว่า พรรค ข. จะไม่ได้รับ ส.ส. บัญชีรายชื่อเลย และจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ พรรค ข. พึงได้ (แต่ไม่ได้) จะนำไปจัดสรรให้แก่พรรคอื่นๆ ตามอัตราส่วนลดหลั่นกันไป

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีเศษจากการนำสัดส่วนคะแนน ส.ส. 1 คนไปหารกับจำนวนคะแนนที่พรรคการเมืองได้รับจากเขตเลือกตั้งนั้น ให้ใช้เศษทศนิยม 4 ตำแหน่ง ในกรณีที่ไม่สามารถจัดสรรจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อได้ครบ 150 คน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษทศนิยมจากการหารสูงสุดได้รับการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นตามลำดับจนครบ 150 คน หากว่ายังไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่ครบ 150 คนอีก ให้นำค่าเฉลี่ยคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองต่อจำนวนส.ส. 1 คนมาพิจารณา พรรคการเมืองใดมีค่าเฉลี่ยคะแนนต่อ ส.ส. 1 คนมากกว่าพรรคอื่น ให้พรรคนั้นได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก 1 คน หากยังเท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลาก

ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม อาจจะมีขั้นตอนและกระบวนการคิดคะแนนที่ซับซ้อนในส่วนของการคำนวณและจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งพึงรู้ถึงกฎกติกาและได้รู้ว่าคะแนนที่เราจะตัดสินใจเลือกทั้งผู้สมัคร ส.ส. เขต และนำไปคำนวณเพื่อจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้นจะถูกนำไปคิดคำนวณอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะทำให้ 1 สิทธิ์ 1 เสียง ของเรา “มีความหมาย” ในการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้

         






เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Powered by MakeWebEasy.com