1 เสียงที่ต้องตื่นตัว ตื่นรู้ และลงแรงในการเลือกตั้ง 62

Last updated: Feb 18, 2019  |  142 จำนวนผู้เข้าชม  |  ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

1 เสียงที่ต้องตื่นตัว ตื่นรู้ และลงแรงในการเลือกตั้ง 62

1 เสียงที่ต้องตื่นตัว ตื่นรู้ และลงแรงในการเลือกตั้ง 62

ปัทมา สูบกำปัง
นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา
#ความคิดเห็นส่วนตัว

คนไทยเฝ้ารอการเลือกตั้งแบบใจจดจ่อ ลุ้นกันอย่างหนัก และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2561 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2562  ก็เหมือนจะตื่นเต้นไปกันถ้วนทั่วทั้งฝ่ายผู้รับผิดชอบงานเลือกตั้งโดยตรงอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายที่จะเข้าสู่สนามแข่งขันการเลือกตั้ง ทั้งผู้สมัครรรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง และฝ่ายภาคประชาชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ดูเหมือนว่าจะมีความสำคัญขึ้นมามากกว่ายามปกติที่ไม่มีการเลือกตั้ง 

เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีประกาศกำหนดให้มี “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็น  การทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2562”[1] จึงถือว่าเป็นการเปิดฤดูกาลแข่งขันอย่างเป็นทางการ   ในฝ่ายของผู้สนใจจะเข้าแข่งขันในการเลือกตั้งก็ต้องเตรียมตัวและจัดเตรียมเอกสารหลักฐานที่จะใช้ในการสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ[2] และกฎหมายที่กำหนดเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้[3]  มีข้อสังเกตต่อเรื่องดังกล่าวคือ

ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน หมายความว่า “ผู้สมัครอิสระ” ที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองจะสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ครั้งนี้ไม่ได้  ซึ่งเป็นเงื่อนไขคุณสมบัติเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 

หากพิจารณาในแง่ความเปิดกว้างและตรวจเข้มผู้จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง พบว่าผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งนี้  ไม่จำเป็นต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ซึ่งเหมือนกับข้อกำหนดรัฐธรรมนูญ 2550[4]  แต่ลักษณะต้องห้ามที่ทำให้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนั้นมีมากถึง 21 ประการ ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุว่ามีบทกำหนดโทษและตัดผู้ที่ศาลชี้ขาดว่ากระทำความผิดทั้งทางอาญา การกระทำความผิดในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐ รวมถึงความผิดทางการเมืองและการเลือกตั้งออกไปจากการเมืองเพิ่มขึ้นอีกหลายกรณี  ที่สำคัญเช่นเคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย  อันเป็นโทษที่กำหนดไว้โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 144 หรือกรณีถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูก”ใบส้ม” รวมไปถึงถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ “ใบดำ” อันเป็นบทลงโทษทางการเมืองที่เป็นกลไกใหม่ล่าสุดที่มีตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (3) กำหนดว่าผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เว้นแต่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา

การสมัครรับเลือกตั้งถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญเพราะจะมีการเปิดตัวผู้สมัครและพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ ซึ่ง กกต.ได้ประกาศ วัน เวลา และสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้ง โดยกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง คือระหว่างวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562  เวลา 08.30 น. – 16.30 น. ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกำหนด สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ส่วนการสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อนั้นให้ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ รวมถึงแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ณ ห้องประชุม 201, 202 และ 203 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   

ตามกฎหมายนั้นผู้ที่มีบทบาทและความรับผิดชอบหลักในการสมัครรับเลือกตั้งคือ “ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง” ซึ่งต้องดูแลรับผิดชอบการบริหารจัดการเกี่ยวกับสมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้ง

 ดังเช่นการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีเขตเลือกตั้งเพียงเขตเดียว เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2562 ช่วงเช้ามีผู้สมัครและพรรคการเมืองมาพร้อมกันก่อนเวลาเปิดรับสมัคร จำนวนมากถึง 14 พรรค โดยมีการบันทึกใน “บัญชีลงเวลา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดอ่างทอง วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง”  

จากนั้นเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดฯ จับสลากเพื่อเรียงลำดับเลขที่ให้ผู้สมัครจากแต่ละพรรคการเมือง เพื่อเข้าจับสลาก “ลำดับที่การยื่นใบสมัคร” ซึ่งให้ผู้สมัครจาก 14 พรรคการเมืองจับสลากด้วยตนเอง[5]  โดยเจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าหมายเลขดังกล่าวยังมิใช่ “หมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้ง”  เป็นเพียงลำดับที่ในการยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารหลักฐานเท่านั้น ต่อมาก็ให้ผู้สมัครจากแต่ละพรรคการเมืองตามลำดับดังกล่าวเข้ายื่นใบสมัครต่อเจ้าหน้าที่ตามลำดับขั้นตอน และสุดท้ายผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง จะออก “ใบรับใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง” ระบุว่าเป็นใบรับลำดับที่... และลงลายมือชื่อของ “ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดอ่างทอง” ไว้ด้วย

 หลักเกณฑ์การสมัครรับเลือกตั้งที่มีการกล่าวเน้นย้ำว่าหมายเลขที่เป็นลำดับที่การยื่นใบสมัครยังมิใช่ “หมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้ง” ต้องมีการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการสมัครว่าครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ก่อนนั้น  มีผู้สมัครบางรายตั้งข้อสังเกตว่าแตกต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ที่เมื่อจับสลากได้หมายเลขเช่นนี้แล้วจะเฮกันลั่น ณ จุดนี้เองที่ถือเป็นจุดสตาร์ทการออกสู่ลู่วิ่งแข่งขันในการเลือกตั้ง ซึ่งมีขบวนรถหาเสียงและการพบปะเคาะประตูบ้านหรือเข้าไปในเขตชุมชน หรือจัดเวทีปราศรัยหาเสียงกันได้

ประกอบกับหลักเกณฑ์วิธีการหาเสียงตามระเบียบของ กกต.[6] ซึ่งกำหนดว่าการใช้พาหนะในการหาเสียง และการจัดสถานที่หรือเวทีในการโฆษณาหาเสียงต้องแจ้งผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ภายใน 10 วันหลังจากวันปิดรับสมัคร  ส่วนการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น กำหนดให้ต้องแจ้งตั้งแต่วันรับสมัครเลือกตั้งเป็นต้นไปหรือก่อนดำเนินการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์  และการหาเสียงเลือกตั้งนั้นต้องแจ้งเกี่ยวกับ “ผู้ช่วยหาเสียง” ไม่เกิน 20 คนก่อนดำเนินการหาเสียงเลือกตั้งด้วย[7] 

 จากข้อกำหนดกฎเกฑณ์ดังกล่าวทำให้การเลือกตั้ง ส.ส. ที่คนไทยเฝ้ารอและลุ้นมาตลอดอย่างมีความหวัง กลับเงียบเชียบเงียบเหงาและดูวังเวง ด้วยอาการเกร็งกันทั่วหน้าว่าจะทำผิดกฎหมายและระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง 

กล่าวได้ว่ากฎเกณฑ์ กติกาว่าด้วยการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2562 นี้ มีผลทำให้การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้แข่งขันในการเลือกตั้งทำได้อย่างจำกัด ถือเป็นข้อยกเว้นที่ทำได้เฉพาะเรื่องและต้องมีการแจ้งผู้ที่รับผิดชอบดูแลตรวจสอบล่วงหน้าก่อนดำเนินการด้วย  เป็นแนวทางการตีความบทบาทของ กกต. ที่กฎหมายมอบหมายหน้าที่ให้ กกต. สนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครและพรรคการเมือง และในอดีตก็มีการจัดเวทีประชันนโยบายบริหารประเทศ และจัดสรรเวลาออกอากาศเพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในสื่อของรัฐต่างๆ การจัดส่งข้อมูลผู้สมัครและพรรคการเมืองให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  และการ “จัดเวทีกลางในเขตเลือกตั้ง” ให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองมาร่วมหาเสียง ด้วยวัตถุประสงค์ในการสร้างความเป็นธรรมและเสมอภาคในการแข่งขันเลือกตั้งมิให้ได้เปรียบเสียเปรียบกันจากเหตุปัจจัยทางการเงินและทรัพยากรที่มีไม่เท่ากัน ซึ่งอีกส่วนคือการจำกัดวงเงินค่าใช้จ่ายในการรณรงค์หาเสียงที่ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งใช้จ่ายได้ไม่เกิน 1.5 ล้าบาท ในขณะที่พรรคใช้จ่ายได้ไม่เกิน 35 ล้านบาท    

 ด้วยเจตนารมณ์กฎหมายที่ดีที่ต้องการเห็นการเลือกตั้งสุจริตและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเช่นนี้ แต่ด้วยข้อจำกัดในการแสดงบทบาทในการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของ กกตง ผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้คือการมีข้อมูลข่าวสาร

เพื่อประกอบการตัดสินใจออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนที่จำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับเขตเลือกตั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องหมายเลขของผู้สมัครของพรรคการเมืองที่ต่างเขตก็มีหมายเลขแตกต่างกันไป และข่าวว่าจะไม่มีการจัดเวทีกลางในเขตเลือกตั้งเช่นที่เคยมีแล้วด้วย       

สำหรับภาคประชาชนที่มีความตื่นตัวและตื่นรู้และสำนึกพลเมืองเข้มข้นเช่นชาวจังหวัดอ่างทองได้นั่งล้อมวงสนทนาของมีกังวลใจเกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมทั้งแนวนโยบายของผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีอยู่น้อยมากว่าจะมีผลต่อคุณภาพในการตัดสินใจออกเสียงเลือกตั้ง  จึงเสนอตัวเข้ามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งที่มากกว่ารอคอยการออกไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเท่านั้น  โดยการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดเวทีเชิญผู้สมัครรับเลือกตั้งในในเขตเลือกตั้งที่มีอยู่เพียง 1 เขต จากเดิมที่เคยมี 2 เขต ให้มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ แนวนโยบายการทำงาน เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง โดยเติมข้อมูลข่าวสารสู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งโดยตรง การตัดสินใจยก 1 คะแนนเสียงให้กับผู้สมัครรายใด จากพรรคใด และส่งสัญญาณบอกว่าอยากเห็นใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วย ตามนัยของการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม หรือ MMP (Mixed Member Proportional)  

อย่างไรก็ตาม ความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์กติกาจึงต้องหาคำตอบจากฝ่ายที่รับผิดชอบดูแลเรื่องการเลือกตั้งว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ประชาชนสามารถทำได้ โดยมี 2 ประเด็นคำถามที่อยากทราบคำตอบ ดังนี้

  1. กกต. มีแนวทางหรือแผนในการ "จัดเวทีกลาง" ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้ง มาร่วมรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง (อย่างที่เคยมีในการเลือกตั้ง ส.ส.) หรือไม่ อย่างไร
  2. ภาคประชาชนและชุมชน สามารถจัดเวทีเชิญผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตน มาร่วมเวทีดังกล่าว เพื่อตอบคำถามประชาชนในเขตเลือกตั้ง รวมถึงแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวโนบายการทำงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจออกเสียงของประชาชนได้หรือไม่  อย่างไร  ต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้มีเวทีในลักษณะดังกล่าวได้

ความตื่นตัวและตื่นรู้ของพลเมืองไทยที่ไม่ปล่อยให้เป็นบทบาทและหน้าที่ของฝ่ายที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลและจัดการเลือกตั้ง และผู้แข่งขันในการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ลุกขึ้นมาร่วมใส่ใจและลงแรงในการเลือกตั้งครั้งนี้คือหนทางเสริมสร้างความเข้มแข็งและคุณภาพประชาธิปไตยไทยที่แท้จริง


[1]ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ  
[2]  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 97 และมาตรา 98
[3] พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 41 และมาตรา 42
[4] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (3) กำหนดว่าผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เว้นแต่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
[5] พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 48
[6] ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2562
[7] https://www.ect.go.th/ewt/ewt/angthong/ewt_dl_link.php?nid=429




เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com