คะแนนจากคนรุ่นใหม่สำคัญอย่างไรต่อการเลือกตั้งครั้งนี้?

Last updated: Feb 18, 2019  |  302 จำนวนผู้เข้าชม  |  ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง นิวเจน

คะแนนจากคนรุ่นใหม่สำคัญอย่างไรต่อการเลือกตั้งครั้งนี้?

คะแนนจากคนรุ่นใหม่สำคัญอย่างไรต่อการเลือกตั้งครั้งนี้?

ปุรวิชญ์ วัฒนสุข
นักวิชาการ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง
#ความคิดเห็นส่วนตัว

การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 จะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากที่ประเทศไทยว่างเว้นจากการเลือกตั้งไปถึง 5 ปี หากนับจากการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่ถ้าหากเรานับย้อนไปถึงการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นและเสร็จสมบูรณ์ ต้องนับย้อนไปถึงเกือบ 8 ปี ซึ่งมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2554

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และหนึ่งตัวแปรสำคัญของผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง

เพราะอะไรคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ถึงสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้? เนื่องจากประเทศไทยว่างเว้นจากการเลือกตั้งเป็นเวลายาวนาน จึงทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งกลายเป็นฐานเสียงที่ใหญ่มาก จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ประกาศจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการครั้งล่าสุด ปี 2560 พบว่ากลุ่มคนอายุ 18-24 ปีมีอยู่ประมาณ 6,533,910 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 50,896,538 คน ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด หากวิเคราะห์โดยยึดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประกาศอย่างเป็นทางการปี 2560 เป็นฐานแล้วหารด้วยจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 คน เราจะได้คะแนนอยู่ที่ประมาณ 101,793 เสียง ต่อ ส.ส. 1 คน เมื่อนำสัดส่วนคะแนนนี้ไปหารกับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนรุ่นใหม่แล้ว จะได้จำนวน ส.ส. ถึง 64 คน คิดเป็นร้อยละ 12.8 ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร[1] ในแง่นี้จึงเห็นได้ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นฐานเสียงสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่พรรคการเมืองต่างๆ พยายามจะช่วงชิงคะแนนให้ได้ ในช่วงนี้เราจึงเห็นพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มแข่งขันกันออกมาชูจุดขาย และนำเสนอภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อดึงคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนรุ่นใหม่มากขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การจะหวังคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน มีปัจจัยที่สำคัญที่ควรต้องพิจารณาอยู่ 2 ประการ

ประการแรก คือ ความตื่นตัวทางการเมือง แน่นอนว่าไม่ใช่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนรุ่นใหม่ทั้งหมดที่จะออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จะด้วยความไม่สนใจการเมืองโดยส่วนตัวเอง หรือจะด้วย “ต้นทุน” ของการเดินทางเพื่อไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (ในกรณีที่เขตเลือกตั้งอยู่ในภูมิลำเนาต่างจังหวัด) โจทย์ที่สำคัญหากจะหวังคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ คือ ทำอย่างไรที่จะปลุกกระแสความตื่นตัวทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่เคยใช้สิทธิ ให้ออกมาเลือกตั้งให้ได้ ให้คนรุ่นใหม่เป็นคะแนนเสียงที่สามารถชี้ชะตาผลการเลือกตั้งได้

ในเรื่องความตื่นตัวทางการเมือง อย่างน้อยก็เริ่มมีสัญญาณในทางบวก จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดยสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 1 เรื่อง “ประชาชนพร้อมหรือยังสำหรับการเลือกตั้ง” เดือนธันวาคม 2561 จาก 1,540 ตัวอย่าง พบว่า 90.8% ระบุว่าจะไปเลือกตั้งอย่างแน่นอน ซึ่งในกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-24 ปีก็พบว่า 90% แสดงความมุ่งมั่นที่จะออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และการสำรวจครั้งที่ 2 เรื่อง “การรับรู้ เกณฑ์การตัดสินใจ และการยอมรับผลการเลือกตั้งของประชาชน” เดือนมกราคม 2562 พบว่า 87.2% ของกลุ่มตัวอย่างจะไปเลือกตั้งอย่างแน่นอน และหากพิจารณาที่กลุ่มตัวอย่างอายุ 18-25 ปี ก็พบว่า 81.5% จะไปเลือกตั้งแน่นอน เป็นข้อพิสูจน์ที่ประการสำคัญว่าคนไทยอยากเลือกตั้งแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรุ่นใหม่มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมากที่จะไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจาก https://goo.gl/RcwnFf)

จากผลสำรวจอย่างน้อยที่สุด ณ ขณะนี้บ่งบอกได้ว่าความตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่มีอยู่จริงและอยู่ในระดับที่สูงมากด้วย ซึ่งพร้อมและมุ่งมั่นเป็นอย่างมากที่จะไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้

ความท้าทายประการที่สอง คือ ระบบเลือกตั้ง การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และเป็นการเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ นั่นคือ ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม (Mixed-Member Apportionment System : MMA) โดยที่ระบบเลือกตั้งนี้จะมีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว คือ เลือกผู้สมัคร ส.ส. ในเขตเลือกตั้ง คะแนนที่ได้จะถูกนำไปคิดรวมทั้งในระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวนี้ คือการเลือกทั้ง “คน” และ “พรรค” ในคราวเดียวกัน โดยที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องเลือก “คน” ในเขตเลือกตั้งของเรา เพื่อเป็นคะแนนให้กับทั้ง “คน” ในเขตเลือกตั้ง และ “พรรค” ที่เราอยากให้ได้คะแนน ในทางหนึ่งก็มีการถกเถียงกันว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้มุ่งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือก “ตัวบุคคล” มากกว่าเลือก “พรรคการเมือง”

ในเมื่อกติกาบังคับให้ต้องเลือกได้แต่ผู้สมัครในเขตเลือกตั้ง จึงคาดเดาได้ยากว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกผู้สมัครคนใดหรือพรรคใด เพราะในความเป็นจริงเราอาจจะชอบผู้สมัครในเขตของพรรคหนึ่ง แต่เราอาจจะชอบพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งก็เป็นได้

ในอดีตการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 กำหนดให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบ คือ เลือก ส.ส. เขต และ บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เราจึงสามารถเลือก ส.ส. เขต และ พรรคแตกต่างกันได้ แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถกากบาทเลือกได้เพียงใบเดียว และที่สำคัญพฤติกรรมการเลือกตั้งของกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้การช่วงชิงคะแนนเสียงของพรรคการเมืองจากคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน

คะแนนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่จะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ความสำคัญของคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนรุ่นใหม่ไม่เพียงแต่อาจจะตัดสินผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่อาจรวมถึงการตัดสินอนาคตประเทศไทยด้วย หนึ่งเสียงของทุกคนร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทยได้ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคมนี้

[1] ตัวเลขนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อมีการประกาศจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการ ปี 2561 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยใช้สิทธิลงคะแนนเสียงอาจสูงถึงเกือบ 7 ล้านคน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com