อำนาจสารพัด “ใบ” ที่ใช้กับการเลือกตั้ง

Last updated: Jan 7, 2019  |  233 จำนวนผู้เข้าชม  |  การบริหารจัดการการเลือกตั้ง

อำนาจสารพัด “ใบ” ที่ใช้กับการเลือกตั้ง

อำนาจสารพัด “ใบ” ที่ใช้กับการเลือกตั้ง

ณวัตน์ ศรีปัดถา
นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า
#ความคิดเห็นส่วนตัว

        การเลือกตั้งเป็นกระบวนการทางการเมืองที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย ที่มุ่งหมายที่จะได้ผู้ที่ทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชน ที่ผ่านกระบวนการได้มาที่มีคุณภาพ สุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จึงต้องมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ใช้จัดการกับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีพฤติการณ์ไม่พึงประสงค์หลายประการ ซึ่งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการแต่เป็นที่เข้าใจกันอย่างกว้างขวาง มีอำนาจออก “ใบ” สีต่างๆ แก่ผู้สมัคร หรือผู้ได้รับการเลือกตั้ง คล้ายกับอำนาจของกรรมการในการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งสามารถให้ “ใบเหลือง”แก่ผู้เล่นที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นการเตือน หรือได้รับ “ใบแดง” ซึ่งทำให้ผู้เล่นคนนั้นต้องออกจากการแข่งขันทันที

     แต่เดิมนั้น เมื่อแรกเริ่มมี กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 กกต. มีเพียงอำนาจ “สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่” เท่านั้น โดยในครั้งแรกใช้กับการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งปรากฏว่า กกต. ต้องสั่งเลือกตั้งใหม่ถึง 5 ครั้ง กว่าจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ว.ได้ครบ[1] ส่วนการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกก็มีการสั่งเลือกตั้งใหม่เพิ่ม ถึง 62 คน ก่อนจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ครบ 500 คน[2] ต่อมาในรัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งใน ปี 2550 จึงมีการเพิ่มอำนาจให้ กกต. สามารถออก “ใบเหลือง” ซึ่งหมายความถึงการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ และสามารถเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง หรือที่เรียกติดปากกันต่อมา “ใบแดง”

     แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รวมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคณะกรรมการเลือกตั้ง และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ผู้เกี่ยวข้องกับหลักกับกระบวนการการจัดการเลือกตั้ง อันได้แก่ กกต. และศาล ต่างได้รับการปรับปรุงให้มีอำนาจ ออก “ใบ” สีต่างๆ มากขึ้น จากที่แต่เติม มีเพียง

“ใบเหลือง” และ “ใบแดง” เพิ่มมา เป็น “ใบส้ม” และผลกระทบจากการได้ใบแดง ทำให้เกิดสภาวะที่ไม่อาจดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตลอดไป หรือ “ใบดำ” ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

 “ใบเหลือง” คืออำนาจในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่พบชัดเจนว่ามีผู้ใดกระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ  

-    ช่วงแรก ก่อนหรือในวันเลือกตั้ง หาก กกต. สืบสวนหรือไต่สวนแล้วหรือพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง และสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วยเลือกตั้งได้[3]  

-    ช่วงที่สอง หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งแล้วปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้ความชัดว่าเป็นการกระทำของผู้ได้รับเลือกตั้งให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณา สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่สำหรับเขตเลือกตั้งนั้น และให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย และให้ กกต. ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว[4]  

 
“ใบส้ม” เป็นการให้อำนาจ กกต. ดึงผู้สมัครมีที่ไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามออกจากการเลือกตั้งชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามายุ่งเหยิงกับการเลือกตั้งครั้งนั้น หรือการเลือกตั้งใหม่ที่จะจัดขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ

     - ช่วงแรก ก่อนวันเลือกตั้ง หาก กกต. ตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร[5]

ช่วงที่สอง ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้า กกต. สืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำ

    - การดังกล่าว หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำนั้น กกต.มีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน1ปีนับแต่วันที่มีคำสั่ง และในกรณีที่ผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ให้สั่งยกเลิกการเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ [6]

“ใบแดง”  คือ การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถเลือกตั้งได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยการเพิกถอนนี้เป็นอำนาจของศาลฎีกา ซึ่งจะดำเนินการได้ในกรณีหลังจากประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น  โดยหากในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลกระทำความผิดตามที่ถูกร้อง ศาลฎีกาจะสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นเป็นเวลาสิบปี [7] และหากการที่ต้องสั่งเช่นนั้นทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ศาลจะต้องสั่งให้ผู้นั้นต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่เป็นเหตุให้มีคำนั่งเช่นว่านั้นด้วย[8]


“ใบดำ”  คือ ผลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้เกิด เมื่อผู้นั้นถูกศาลฏีกาสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ทำให้ผู้นั้นจะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นและไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆตลอดไป[9] ผู้ที่ได้รับ “ใบดำ” ก็ประหนึ่งโดนประหารชีวิตทางการเมืองนั่นเอง เช่นนี้ หากผู้ใดได้รับ “ใบแดง” ผู้นั้น ก็จะได้รับ “ใบดำ” ไปด้วยโดยอัตโนมัติ และการมีผลนี้ มีผลตลอดไป นั่นคือ แม้จะผ่านระยะเวลาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี แล้ว ผู้นั้นย่อมสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ แต่จะไม่สามารถสมัคร หรือเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีกตลอดชีวิต

อย่างไรก็ดี ต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า การได้ “ใบดำ” นั้น มิได้เกิดแต่จากการทุจริตการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นกรณีที่ศาลฎีกาหรือศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืออาจจะสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงได้ด้วยเช่นกัน

 ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยปราศจากการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม สารพัด “ใบ” ต่างๆ ที่มีการคิดค้นขึ้นมาใช้กับการเลือกตั้งนั้น มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด เพื่อให้กระบวนการที่สำคัญที่สุดกระบวนการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย คือการเลือกตั้ง สามารถสะท้อนศักยภาพของประชาชนที่จะที่เลือกตัดสินอนาคตทางการเมืองของตนเองได้อย่างแท้จริงนั่นเอง

[1] https://goo.gl/Y2xwXt
[2] https://goo.gl/ASdcoh
[3] พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561มาตรา 137
[4] พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561มาตรา 133
[5] พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561มาตรา 52 และมาตรา 61
[6]รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 224 (4) และมาตรา 225  ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 53 และมาตรา 132
[7] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 138
[8] พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 139
[9] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com