ว่าด้วยเรื่องดูด-ดัน (Party Switching)

Last updated: Feb 18, 2019  |  603 จำนวนผู้เข้าชม  |  พรรคการเมือง

ว่าด้วยเรื่องดูด-ดัน (Party Switching)

ว่าด้วยเรื่องดูด-ดัน (Party Switching)

ณัชชาภัทร อมรกุล นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า
#ความคิดเห็นส่วนตัว

        วันที่ 26 พฤษจิกายน 2561 ที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายแล้วสำหรับการสมัครสมาชิกพรรคการเมืองสำหรับคนที่มุ่งหวังว่าจะลงเลือกตั้ง (ตามกติกาที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องเป็นสมาชิกพรรค 90 วันก่อนการเลือกตั้ง)

        ส่วนคนอื่นๆ ที่หวังจะเป็นสมาชิกพรรคก็ยังสมัครกันได้ตามปกตินะจ๊ะพี่จ๋า ถึงก่อนวันปิดรับสมัครเลือกตั้งจ้า
        สำหรับข่าวใหญ่ของทุกสำนักในวันนี้ การรวบรวมปรากฎการณ์การย้ายพรรคการเมือง (Party Switching) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “ดูด-ดัน” ในวงการการเมืองว่าใครไปไหน อยู่ตรงไหน พรรคไหนเลือดไหลออก พรรคไหนได้ทีมเสริม ฯลฯ

       โดย BBC เขารวบรวมมาให้ว่า มีการย้ายพรรคไม่ต่ำกว่า 162 คน

        พรรคเพื่อไทยเลือดไหลออกมากที่สุด คือ 78 คน ในจำนวนนี้ย้ายไปอยู่ขั้วตรงข้ามคือ พลังประชารัฐถึง 39 คน รองลงมา คือ พรรคประชาธิปัตย์ต้องสูญเสียขุนพลร่วมค่ายไป 26 คน ส่วนพรรคน้องใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตานั้นเนื้อหอมถึงขีดสุดได้สมาชิกพรรคที่เคยเป็นอดีต ส.ส. 68 คน

       ในทางรัฐศาสตร์แล้ว การย้ายพรรคไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ในอดีตที่ผ่านมาก็มีย้ายพรรค และในหลายประเทศเขาก็ย้ายกันได้ ... แต่สำหรับประเทศไทย!!! การย้ายพรรคครั้งนี้เป็นการย้ายพรรคที่จะส่งผลสะเทือนครั้งมโหฬาร เป็นการสั่นตะแกรงระดับ 9 แม็กนิจูด

        เพราะเป็นการย้ายพรรคท่ามกลางบรรยากาศของความเห็นต่างทางการเมืองอย่างสุดขั้ว และในความเห็นต่างนี้ ส.ส. ที่เคยชูอุดมการณ์อย่างหนึ่งกลับย้ายไปอยู่อีกพรรคหนึ่งที่อยู่คนละขั้วของความคิดไปเลย
        แม้ว่าจะไม่มีใครผิดใครถูก แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีเดิมพันค่อนข้างสูงมาก และเป็นสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เฝ้ามองด้วยความตั้งอกตั้งใจ

สำหรับสาเหตุของการดูด-ดันในครั้งนี้นั้น มีที่มาจากหลายปัจจัย

        ปัจจัยที่ 1: กรณีแตกแบงค์ กรณีแรกนี้ คือ การดูดที่เกิดขึ้นจากระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่เอื้อต่อพรรคขนาดกลางมากกว่าพรรคขนาดใหญ่ การนับคะแนนแบบนี้มาจากระบบเลือกตั้งใหม่ที่เรียกว่า “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ทำให้เหลือบัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งการนับคะแนนเป็นสิ่งที่ทำให้คนแพ้ได้เปรียบ พรรคใหญ่จะเสียเปรียบเพราะได้คะแนนใน ส.ส. แบบแบ่งเขตแล้ว จะเหลือที่ให้กับ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อน้อยลง
       พรรคใหญ่ ๆ เลยต้อง ดัน กันออกมาให้กลายเป็นพรรคเล็ก

       ปัจจัยที่ 2: การที่เป็นสมาชิกพรรคขนาดกลาง เพิ่มโอกาสให้กับการต่อรองตำแหน่งในฝ่ายบริหาร เช่น ส.ส. 6 คน ต่อ 1 ตำแหน่งบริหาร ซึ่งดีกว่าการเป็นสมาชิกพรรคขนาดใหญ่แล้วต้องมาต่อคิวเป็นฝ่ายบริหาร
       มันเลยมีปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการ ดัน
       สองปัจจัยในการเลือกตั้งในครั้งนี้ จึงเอื้อให้กับพรรคขนาดกลางมากกว่าพรรคขนาดใหญ่

       ปัจจัยที่ 3 : โครงสร้างของระบบการเมืองที่กำหนดให้ ส.ว. สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก ซึ่งทำให้ ส.ว. ชุดนี้ กลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้
       ภายใต้กรอบนี้ จึงมีพรรคการเมืองบางพรรคที่ค่อนข้างจะได้เปรียบกว่าพรรคอื่นๆ และหากรวมกับความเสี่ยงในเรื่องการได้รับใบเหลือง ใบแดง ใบส้มแล้ว ทำให้พรรคบางพรรคมีเสน่ห์น่าดึงดูดกว่าพรรคที่เหลือ โดยเฉพาะพรรคที่อยู่มุ้งตรงกันข้าม
       นี่จึงเป็นปัจจัย ดูด ที่ชัดเจนยิ่ง


ทีนี้การย้ายพรรคจะทำให้เกิด Scenario อะไรบ้างในทางรัฐศาสตร์

        Scenario 1 ถ้าดูดแล้วประสบความสำเร็จ ประชาชนเลือกบุคคลมากกว่าขั้วพรรคการเมือง อันเนื่องมาจากความใกล้ชิดและการลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้พรรคที่ถูกย้ายออกไปมากที่สุดต้องสั่นคลอน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย

       และสิ่งที่นักรัฐศาสตร์มองว่าการเมืองไทยเริ่มเคลื่อนไปเป็นการเมืองที่มี “ฐานนโยบาย” ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ก็จะจบสิ้นลง การเมืองไทยจะย้อนกลับไปสู่การเมืองที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล คนจะเลือกบุคคลมากกว่าเลือกพรรค

      และเป็นการพิสูจน์กันได้อีกครั้งว่า “ระบบเลือกตั้งมีอิทธิพลต่อโครงสร้างการเมืองและต่อระบบพรรคการเมือง”

      Scenario 2 ถ้าดูดแล้วไม่ประสบความสำเร็จ คือ ประชาชนเน้นเลือกพรรคมากกว่าเลือกคน ก็จะเกิดปรากฏการณ์ล้มช้าง ส.ส. ย้ายพรรคสอบตก บาดเจ็บกันระนาว จะทำให้ทฤษฎีของนักรัฐศาสตร์ที่มองการเมืองไทยในช่วง 10 กว่าปีนี้ลงตัวมากขึ้น เพราะสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า พรรคการเมืองไทยได้ลงหลักปักฐานในระบบการเมือง มีการแบ่งขั้วอำนาจเกิดขึ้น และพรรคการเมืองเป็นเจ้าของขั้วอำนาจดังกล่าว

      ยังน่าสนใจกันต่อไปว่า ในกรณีที่มีการ ดูด-ดัน กันแบบนี้จะเกิดผลกระทบอะไรหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลจะมั่นคงไหม หากพรรคที่ดูดคนเข้ามามาก ๆ ชนะถล่มทลายใกล้ 350 เสียง ตาม Scenario ที่ 1 อย่างเขาว่าจริง ๆ ท่านนายกจะบริหารประเทศไหวหรือเปล่า

     เพราะคนที่เข้ามาในวังวนพรรคดูดมาจากหลายสีหลายกลิ่น บางคนเคยเป็นคู่ขัดแย้งมาก่อนด้วยซ้ำ ท่านนายกรัฐมนตรีจะบริหารประเทศท่ามกลางความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร

    จะเกิดผลลัพธ์แบบว่าบริหารประเทศไม่ได้ จึงต้องรัฐประหารอีกรอบหรือเปล่า เพราะในอดีตก็เคยเกิดมาแล้ว แต่ถ้าเข้ามาแล้วสมัครสมาน กลมเกลียว รักกันดี อยู่กันได้ ก็จะเกิดคำถามต่อมาอีกว่า อ้าว แล้วที่ผ่านมาคืออะไร

    ส.ส. หลายคนที่เคยออกตัวแรงว่าเป็นคนละสาย คนละฝ่ายกัน แล้วอยู่ๆ มาจุ๊บๆ รักนะกัน มันก็ยากที่จะทำความเข้าใจสำหรับคนธรรมดาๆ บ้านๆ อย่างเราๆ

    แต่ถ้าได้ ส.ส. จากพรรคเก่าแบบ Scenario ที่ 2 ที่เกิดได้ยากยิ่งนั้น ท่านที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ใช่ว่าจะบริหารประเทศง่าย ๆ ด้วยที่จะต้องติดกับดักมากมายในการทำงาน ทั้งเรื่องใบส้ม ใบแดง ใบเหลือง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทีมงานของศาล องค์กรอิสระ และ ส.ว. ฯลฯ
บ้านเมืองจะติดล็อค ติดหล่มอะไรหรือไม่ อย่างไร

    การดูด-ดัน ในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในแวดวงรัฐศาสตร์ และจะต้องติดตามกันในระดับไมโครเลเวลกันเลย เพื่อที่จะทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในวงการการเมืองไทยได้อย่างแท้จริง


Powered by MakeWebEasy.com