การปรับตัวของพรรคการเมืองภายใต้บริบทการเลือกตั้งระบบใหม่

Last updated: Feb 18, 2019  |  1477 จำนวนผู้เข้าชม  |  พรรคการเมือง

การปรับตัวของพรรคการเมืองภายใต้บริบทการเลือกตั้งระบบใหม่

        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมืองเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องระบบการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล และกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ บริบทการเลือกตั้งระบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2562 จึงมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่สำคัญอยู่ 5 ประการ ได้แก่ ประการแรก ระบบการเลือกตั้งใหม่ที่เป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 85 และ 91 ส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ค่อนข้างเสียเปรียบจากวิธีการลงคะแนนเสียง และวิธีการคำนวณคะแนนเสียง เนื่องจากพรรคการเมืองขนาดใหญ่มีฐานที่มั่นในพื้นที่และโครงสร้างเครือข่ายคะแนนเสียงค่อนข้างกว้างขวาง ทำให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยวิธีการคำนวณคะแนนเสียงที่มีลักษณะผกผันเมื่อได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจะน้อยลง

       ประการที่สอง จำนวนเขตเลือกตั้งที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา มาตรา 83 ที่กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 500 คน โดยมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 350 คน มาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองจำนวน 150 คน การลดลงของจำนวนเขตเลือกตั้งจากเดิมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่มี 375 เขตเลือกตั้งมาเป็น 350 เขตเลือกตั้ง ด้วยวิธีการแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 86 เป็นผลให้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลดลงทั้งสิ้น 23 จังหวัด จำนวน 25 คน กล่าวคือ กรุงเทพมหานครจากเดิมมี 33 คน ลดลงเหลือ 30 คน ภาคเหนือเดิมมี 36 คน จะลดเหลือ 33 คน เชียงใหม่ แพร่ และอุตรดิตถ์ ลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง ภาคกลางเดิมมี 82 คน ลดเหลือ 76 คน เพชรบูรณ์ อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนนทบุรี ลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเดิมมี 126 คน ลดเหลือ 116 คน สกลนคร อุดรธานี เลย กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี ลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง ภาคตะวันออกมี 26 คน เป็นภาคที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ภาคตะวันตกมี 19 คน เท่าเดิม เป็นอีกภาคที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และภาคใต้เดิมมี 53 คน ลดเหลือ 50 คน นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง ลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง

      หากพิจารณาจากจำนวนเขตเลือกตั้งและจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ลดลงดังกล่าว จะพบว่า พื้นที่ซึ่งลดลงส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เช่น พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคการเมืองขนาดกลางบางส่วน เช่น พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ขณะที่จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อมีเพิ่มขึ้น ดังนั้น พรรคการเมืองขนาดใหญ่จึงต้องปรับตัวโดยการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเดิมบางส่วนไปอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมพรรคการเมืองขนาดใหญ่มีความเสียเปรียบในเรื่องวิธีการลงคะแนนเสียง และวิธีการคำนวณคะแนนเสียง ทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใหญ่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

Powered by MakeWebEasy.com